รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (23 - 29 ต.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูง โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากกลุ่มฮูตีส่งโดรนโจมตีแหล่งน้ำมัน Shaybah ของ Saudi Aramco ที่มีกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และกองกำลังอิหร่านปรับยุทธวิธีมุ่งเป้าโจมตีห้องเครื่องเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยความเสี่ยง และเสี่ยงต่ออุปทานชะงักงัน ตลอดจนมุมมองที่ว่าอิหร่านใช้สถานการณ์พลังงานดึงเกมกดดันคะแนนเสียงทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน อย่างไรก็ดี ราคาได้รับแรงกดดันจากรายงานของ OPEC ที่คาดว่าอุปสงค์น้ำมันดิบโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือเพียง 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน แตะระดับ 105.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและต้นทุนพลังงานที่สูง
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนใส่แหล่งน้ำมัน Shaybah ของบริษัท Saudi Aramco ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญทางภาคตะวันออกของซาอุดีอาระเบียที่มีกำลังการผลิตราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปฏิบัติการดังกล่าวนับเป็นการยกระดับการพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทางการทูตบางส่วนถอนตัวออกจากซาอุดีอาระเบีย ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยกระดับสูงขึ้น
• สถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากรายงานจาก Bloomberg ระบุว่า กองกำลังอิหร่านได้ยกระดับความรุนแรงและปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยมุ่งเป้าเจาะจงไปยังบริเวณห้องเครื่อง (Engine Room) ของตัวเรือเพื่อสร้างความเสียหายต่อระบบขับเคลื่อนโดยตรง ปฏิบัติการดังกล่าวนอกจากจะบีบให้การขนส่งหยุดชะงักและเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้แล้ว ยังส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อภาวะขาดแคลนเรือขนส่งสินค้าและดันต้นทุนการเดินเรือในภูมิภาคให้ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียโดยรวมจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้าก็ตาม
• บทวิเคราะห์จาก Atlantic Council และฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจประเมินว่า ภาวะเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพที่เร่งตัวขึ้นจากวิกฤตราคาพลังงาน ได้กลายเป็นวาระหลักในการแข่งขันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดยนักวิเคราะห์มองว่าอิหร่านพยายามโจมตีเรือขนส่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์กดดันทางการเมืองต่อสหรัฐฯ เพื่อบีบให้สภาคองเกรสชุดใหม่ต้องพิจารณานโยบายในการทำสงครามกับอิหร่านใหม่ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานโลกที่อยู่ในระดับสูงมาเป็นระยะเวลานาน
• รายงานแนวโน้มอุปสงค์พลังงานโลกของ OPEC (ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2569) คาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันดิบรวมของโลกในปี 2569 จะขึ้นไปแตะระดับเฉลี่ย 105.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ทั้งนี้ การเติบโตส่วนใหญ่ยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มน้ำมันเบนซินและน้ำมันอากาศยาน ซึ่งการชะลอตัวของอัตราการขยายตัวทางอุปสงค์นี้ ได้ช่วยผ่อนคลายและบรรเทาแรงกดดันฝั่งขาขึ้นของราคาน้ำมันดิบลงได้บางส่วน
สถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (16 – 22 ต.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 6.14 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 100.70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 4.23 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 110.04 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเหตุโจมตีกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน และการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานริมฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ ความเสี่ยงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซปรับเพิ่มสูงขึ้น หลังจากเกิดเหตุเรือบรรทุกสินค้าอับปางและเรือพาณิชย์ตกเป็นเป้าการโจมตีหลายลำ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ประกาศยกระดับการเตือนภัยเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคาม ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซปรับลดลง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดันบางส่วนจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ในเดือน ก.ย. 69 ที่ปรับเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 39.1 ล้านบาร์เรล ต่อวัน นำโดยการเพิ่มกำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบีย ประกอบกับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ประกาศเตรียมระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) สูงสุด 17 ล้านบาร์เรล เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาความตึงตัวของอุปทานในตลาดโลก
ข่าวเด่น