การค้า-อุตสาหกรรม
สศก. ร่วมเวทีความมั่นคงอาหารโลก CFS ครั้งที่ 54 ณ อิตาลี ชูนโยบายเกษตรไทย สะท้อนเสียงเอเชีย-แปซิฟิก เร่งขับเคลื่อนเป้าหมาย SDG 2 ขจัดความหิวโหย


 

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มอบหมายให้ ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (Committee on World Food Security: CFS) ครั้งที่ 54 ระหว่างวันที่ 19 - 23 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยมีศาสตราจารย์ Anas A. Al-Nabulsi จากประเทศจอร์แดน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก 109 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและผลักดันแนวทางรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงอาหารและโภชนาการของโลก เพื่อเร่งความก้าวหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 2 (Sustainable Development Goal 2: SDG 2) ขจัดความหิวโหยภายในปี 2573

 
 
นาย António Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมเน้นย้ำถึงแรงกดดันที่ระบบอาหารโลกกำลังเผชิญ ทั้งความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้นทุนอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงอาหารของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอาหารและปุ๋ย สนับสนุนเกษตรกรรายย่อยและสตรี ตลอดจนใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและกำหนดทิศทางการลงทุน เพื่อเปลี่ยนความมุ่งมั่นระดับโลกให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

 
ด้านนาย Máximo Torero ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐศาสตร์ของ FAO ซึ่งกล่าวสุนทรพจน์ในนามผู้อำนวยการใหญ่ FAO เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความหิวโหยทั่วโลกมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี ประชากรประมาณ 645 ล้านคนเผชิญภาวะหิวโหย และอีก 2.7 พันล้านคนไม่สามารถจ่ายค่าอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยคาดว่าในปี 2573 โลกจะยังมีผู้ประสบภาวะหิวโหย 510–520 ล้านคน จึงเน้นย้ำความสำคัญของการนำข้อเสนอเชิงนโยบายของ CFS (CFS Policy Products) ไปปรับใช้ในระดับประเทศ ควบคู่กับการติดตามและประเมินผล เพื่อสร้างความก้าวหน้าด้านความมั่นคงอาหารอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ศาสตราจารย์ Anas A. Al-Nabulsi ประธาน CFS ชี้ว่า ความมั่นคงอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระจายอาหารและการเข้าถึงอาหารของประชาชน พร้อมเน้นบทบาท CFS ในการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกำหนดแนวทางเชิงนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

 
ทั้งนี้ สำหรับรายงานสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการของโลก (The State of Food Security and Nutrition in the World: SOFI) ปี 2569 ระบุถึงสถานการณ์ความหิวโหยในเอเชียมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี ผู้ประสบภาวะหิวโหยประมาณ 292 ล้านคน หรือร้อยละ 6 ของประชากรในภูมิภาค ขณะที่ประชากรเกือบ 3 ใน 10 คนยังไม่สามารถจ่ายค่าอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีต้นทุนสูง ส่วนหนึ่งจากข้อจำกัดด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและห่วงโซ่อุปทาน รายงานจึงเสนอให้เอเชียเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และเชื่อมโยงพื้นที่ชนบทกับเมือง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และเร่งสร้างความก้าวหน้าในการลดความหิวโหยพร้อมขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียสู่เป้าหมาย SDG 2 ภายในปี 2573

 
สำหรับบทบาทของประเทศไทย ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ สศก. ได้กล่าวถ้อยแถลงนำเสนอนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบข้อมูลการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการผลิต การบริหารจัดการความเสี่ยง และการกำหนดนโยบาย ตลอดจนพัฒนาระบบอาหารที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และราคาเหมาะสม

 
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรรายย่อยและครอบครัวเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม การรวมกลุ่มและเชื่อมโยงตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้ พร้อมชูบทบาทกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในการพัฒนาทักษะการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมศักยภาพและโอกาสของสตรีในภาคเกษตร เนื่องในโอกาสปีสากลแห่งเกษตรกรสตรี พ.ศ. 2569

สำหรับประเด็นการขับเคลื่อน CFS Policy Products รองเลขาธิการ สศก. ได้เสนอให้ส่งเสริมการเผยแพร่ข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้ตามบริบทและความจำเป็นของตนเอง พร้อมสนับสนุนการกำหนดผู้ประสานงานหลักด้าน CFS ในระดับประเทศ และพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล เพื่อนำบทเรียนมาปรับปรุงการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 
ในโอกาสเดียวกัน รองเลขาธิการ สศก. ได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาระดับนานาชาติ (Panel Discussion) ในฐานะผู้แทนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ร่วมกับผู้แทนจากภูมิภาคแอฟริกา ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ตะวันออกใกล้ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดยไทยเสนอ 3 แนวทางเร่งขับเคลื่อน SDG 2 ได้แก่ (1) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ผ่านการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงเทคโนโลยีและบริการทางการเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่เหมาะสม (2) ยกระดับจากการจัดเก็บข้อมูลสู่การเชื่อมโยงข้อมูลด้านการผลิต ตลาด และสภาพอากาศ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการความมั่นคงอาหาร และ (3) ขยายความร่วมมือระหว่างประเทศด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงอาหารของภูมิภาค

นอกจากนี้ รองเลขาธิการ สศก. ยังได้รับเชิญให้สัมภาษณ์ในฐานะผู้แทนประเทศไทย โดยเน้นย้ำแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงอาหารและโภชนาการ ทั้งการบูรณาการนโยบายด้านการเกษตร โภชนาการ สาธารณสุข และการคุ้มครองทางสังคม การยกระดับศักยภาพเกษตรกรรายย่อยและห่วงโซ่อุปทานอาหารผ่านนวัตกรรม การลดต้นทุนและการสูญเสียอาหาร รวมถึงการสร้างรายได้ที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ตลอดจนการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนและพร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 30 ต.ค. 2569 เวลา : 20:49:36
30-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 30, 2026, 9:55 pm