คริปโตเคอเรนซี่
Special Report : Bitcoin ทะลุ 93,000 ดอลลาร์แล้ว ยังไปต่อได้อีกหรือไม่ สังเกตได้จาก 4 ปัจจัยชี้ชะตาราคา


 

ต้อนรับปี 2026 กับราคาของ Bitcoin ที่ขยับขึ้นกว่า 93,000 ดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนเชิงบวก ที่มีแรงซื้อสินทรัพย์ทางเลือกเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งจากการไหลเข้าของเงินทุนจากกองทุน Bitcoin ETF และแรงซื้อจากสถาบันบางส่วน ซึ่งช่วยดันราคาและสร้างโมเมนตัมเชิงบวกในตลาดคริปโตโดยรวม และเป็นตัวสะท้อนถึงการยอมรับต่อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์หลบภัยในช่วงที่เกิดความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐ-เวเนซุเอลา
 
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2026 Bitcoin ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 93,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการดีดตัวต่อเนื่องหลายวัน หลังจากตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามตลาดหุ้นในช่วงวันหยุดคริสต์มาส ที่ Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบแคบ และปิดปี 2025 ด้วยการปรับตัวลดลง 6.5% แต่ภายหลังจากการบุกโจมตีของสหรัฐต่อเวเนซุเอลา ที่สามารถจับกุมตัวประธานาธิบดี         นิโคลัส มาดูโร และภรรยาได้สำเร็จ ราคาของ Bitcoin ตอบรับกับเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว ด้วยการยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งและไม่ร่วงตามราคาน้ำมัน (หลังจากโดนัล ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐประกาศเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกดิ่งลง) ก็เป็นตัวสะท้อนว่า ตลาดลงทุนเข้าหา Bitcoin ด้วยความคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าเงินสดหรือพันธบัตร  และยังมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในบางมิติ ณ ช่วงเวลาที่มีความไม่สงบทางการเมือง
 
แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ในตลาดก็มองว่า การดีดตัวครั้งนี้ เป็นช่วง “ขาขึ้น” ในระยะสั้น ที่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ จากทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอด โดยสามารถคอยสังเกตจาก 4 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวกำหนดชะตาของ Bitcoin ต่อไปได้
 
1) เงินทุนจากสถาบัน และบรรยากาศลงทุนในตลาด

การไหลเข้า-ออกของเงินทุนจากกองทุนของ Bitcoin ETF ยังคงมีผลต่อราคาเป็นส่วนใหญ่ หากเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง จะช่วยรับแรงขายและสร้างแนวรับใหม่ แต่หากเงินทุนไหลออกหรือชะลอจะเพิ่มแรงกดดันเชิงเทคนิค นอกจากนี้ยังยึดโยงเข้ากับบรรยากาศการลงทุนในตลาดอีกด้วย โดยการที่ Bitcoin ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์หลบภัยในช่วงที่เกิดความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในบางช่วงก็เคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ เช่นกัน ก็ต้องประเมินตามสถานการณ์เฉพาะต่าง ๆ ว่าเป็นแนวโน้มด้านบวกหรือลบต่อการถือครอง Bitcoin เช่น ช่วงเวลานี้ที่เกิดการโจมตีในเวเนซุเอลา และยังตรงกับการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นแรงหนุนเชิงบวกให้ราคาของ Bitcoin มีการเติบโต เป็นต้น

2) ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะตัวเลขของทางสหรัฐ ที่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางในตลาดลงทุน อย่างเช่น Nonfarm Payrolls หรือรายงานการจ้างงานสหรัฐนอกภาคเกษตรประจำเดือนธันวาคมที่จะเปิดเผยในวันที่ 9 ม.ค.นี้ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค CB ของสหรัฐ ที่จะประกาศช่วงปลายเดือน ซึ่งจะเข้ามามีผลต่อบรรยากาศการลงทุนอีกระลอกใหญ่ หากตัวเลขออกมาดูดี คนกล้าใช้จ่ายกันมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ Bitcoin ปรับตัวขึ้นได้

3) กฎระเบียบและนโยบายทางการเงิน

จากช่วงปีที่ผ่านมา ธนาคารสหรัฐ หรือ Fed ดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้วถึง 3 ครั้ง เนื่องจากตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแอ จึงต้องช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ แม้ระดับเงินเฟ้อจะยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของประธาน Fed และความเป็นอิสระต่อรัฐบาล ก็มีผลต่อทิศทางการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในระยะต่อไป ซึ่งสัมพันธ์กับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงและทางเลือกเช่นกัน หากมีการปรับลด นักลงทุนจะมีแรงจูงใจที่จะนำเงินออกจากเงินฝากที่ได้ผลตอบแทนต่ำไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่าง Bitcoin ได้ อีกทั้งการยอมรับทางกฎหมายของคริปโตในสหรัฐฯ และประเทศใหญ่ ๆ เช่น แผนการให้ Bitcoin เข้าสู่บัญชีเกษียณหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน จะช่วยสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวได้เช่นกัน

4) ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค

เหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบหรือแรงสั่นสะเทือนระดับโลก อย่างสงคราม เหตุการณ์ที่มีผลต่อน้ำมัน หรือประเด็นเงินเฟ้อ มักกระทบทั้งตลาดหุ้นและคริปโตพร้อมกัน ซึ่ง Bitcoin จะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หรือเสี่ยงนั้น ขึ้นอยู่กับบริบทของเหตุการณ์รอบตัว ซึ่งต้องเฝ้าระวัง และประเมินพร้อมกับปัจจัย
อื่น ๆ ร่วมด้วย

ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยเชิงเทคนิค ที่พิจารณาจากกราฟ แนวต้านสำคัญของ Bitcoin ที่ควรจับตาต่อไปคือระดับ 95,000 – 98,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นแนวต้านแรกในเชิงจิตวิทยาและเทคนิค หากทะลุและปิดเหนือโซนนี้ได้อย่างต่อเนื่อง จะเพิ่มโอกาส Breakout ไป 100,000+ ดอลลาร์สหรัฐได้ ส่วนแนวรับสำคัญ อยู่ที่ประมาณ 88,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากหลุดลงมา อาจเปิดโอกาสการเทขาย ซึ่งถ้าเกิดลงมาถึง 84,000 ดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นแนวรับทางจิตวิทยาใหญ่ถ้าตลาดเกิดแรงเทขายสูง

LastUpdate 07/01/2569 22:17:28 โดย : Admin
11-03-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (10 มี.ค.69) บวก 22.79 จุด ดัชนี 1,405.76 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (10 มี.ค.69) บวก 21.20 จุด ดัชนี 1,404.17 จุด

3. MTS Gold คาด ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway กรอบกว้าง 5,020 - 5,180 เหรียญ

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.50-31.80 บาท/ดอลลาร์

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (9 มี.ค.69) บวก 239.25 จุด หลังทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (9 มี.ค.69) ร่วง 55 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-กังวลเงินเฟ้อพุ่งหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (10 มี.ค.69) แข็งค่าขึ้นมากที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์

8. ตลาดหุ้นไทยเปิด (10 มี.ค.69) บวก 24.06 จุดดัชนี 1,407.03 จุด

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (10 มี.ค.69) ปรับขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 78,500 บาท

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (10 มี.ค.69) อากาศร้อนตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่งในภาคเหนือ-ภาคใต้ 20% ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 10%

11. พรุ่งนี้น้ำมันขึ้นราคา เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 50 สต. E20-E85 ลด 50 สต./ลิตร

12. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 10 มี.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบรมราชชนนี

13. ตลาดหุ้นไทยปิด (9 มี.ค.69) ลบ 27.40 จุดดัชนี 1,382.97 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำในวันนี้มีแนวโน้ม Sideway Down เพื่อรอการสร้างฐานราคาใหม่ หลังจากเกิดความผันผวนรุนแรงในช่วงก่อนหน้าแนวรับ 5,020-4,970 เหรียญ แนวต้าน 150-5,200 เหรียญ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (9 มี.ค.69) ลบ 42.72 จุด ดัชนี 1,367.65 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 11, 2026, 10:58 am