แบงก์-นอนแบงก์
ธ.ทิสโก้เปิด 3 ธีมเด็ด สู้จุดเปลี่ยนการลงทุนปี 2026 เพิ่มโอกาสสร้างกำไรเหนือความเสี่ยง


ธนาคารทิสโก้เปิดกลยุทธ์ลงทุนปี 2026 ชู 3 ธีมเพิ่มโอกาสสร้างกำไร ได้แก่ 1.Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน คือ สหรัฐฯ อินเดีย เวียดนาม 2.Intelligence : พลังการเติบโตใหม่ คือ อุตสาหกรรม AI เฮลธ์แคร์ และสาธารณูปโภค และ 3.Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง คือ ตราสารหนี้ระยะสั้นสหรัฐฯ ทองคำ และน้ำมัน พร้อมแนะหลีกเลี่ยงลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวของไทย เหตุเศรษฐกิจยังโตเปราะบาง

 
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2026 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง ‘Beyond the Turning Point' จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่ง Bloomberg Consencus ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีสัญญาณการเติบโตเชิงบวกใกล้ระดับ 3% ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากกระแส Megatrends ในด้าน AI และสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่เร่งตัวในหลาย ๆ ประเทศ กำลังพาโลกเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่  

จากภาพรวม TISCO Wealth Advisory จึงมองว่าปี 2026 เป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนควรใช้เพื่อจับโอกาสจากกระแสเปลี่ยนผ่านระดับมหภาค โดยใช้  3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2026 ได้แก่   1. Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน 2. Intelligence : พลังการเติบโตใหม่จาก AI Ecosystem และ 3. Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง ซึ่งทั้งสามธีมทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ และสะท้อนทิศทางการลงทุนในรอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก

 
ธีมที่ 1 Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน 

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่สงครามการค้าผ่านนโยบาย ‘Make America Great Again’ จนถึงการใช้กำแพงภาษีการค้า (Trade Tariff) ของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งของภูมิภาค เร่งให้หลายประเทศหันมาเน้นการเติบโตจากศักยภาพภายในประเทศมากขึ้น ทั้งด้านการผลิต การบริโภค และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง และสนับสนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนในประเทศเติบโตสูง ดังนั้น TISCO Wealth Advisory มองเห็นโอกาสการลงทุนที่โดดเด่นในตลาดหุ้นต่อไปนี้ 

สหรัฐอเมริกา (U.S.) ได้รับสองแรงส่งจากทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่จะเริ่มชัดเจนในปี 2026 ในแง่ของนโยบายการเงิน คาดว่า FED จะกลับมาเสริมสภาพคล่องให้เศรษฐกิจผ่านตลาดพันธบัตรระยะสั้น ด้านนโยบายการคลังจะได้รับผลบวกจากนโยบาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) ที่มีเม็ดเงินประมาณ 2-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะ กระตุ้นทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้กำไรของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเติบโตได้ราว 15% และที่สำคัญคือกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่ม Magnificent 7 เท่านั้น แต่ Bloomberg  ระบุว่าการเข้ามาของ AI และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคธุรกิจยังช่วยผลักดันให้ 8 ใน 11 อุตสาหกรรมที่อยู่ในดัชนี S&P500 เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีของดัชนี S&P500 อีกด้วย 

อินเดีย (India) การก้าวเข้าสู่ ‘ศูนย์กลางการผลิตของโลก’ ผ่านนโยบาย ‘Make in India’ และต่อยอดสู่นโยบาย National Manufacturing Mission (NMM) เพื่อยกระดับภาคการผลิตและดึงดูดการลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2026 –2030 เพราะได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ ทั้งหมดนี้จะหนุนให้กำไรของตลาดหุ้นจะเติบโตได้สูงถึง 17% ในปี 2026  

เวียดนาม (Vietnam) ตามแผนยุทธศาสตร์ปี 2026-2030 เวียดนามตั้งเป้าเป็น “ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง” จึงเดินหน้าปฏิรูประบบต่างๆ ในประเทศ เช่น ระบบราชการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนบทบาทตลาดหุ้นและตราสารหนี้เพื่อเป็นแหล่งระดมเงินทุน ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปฏิรูปดังกล่าว คือ หุ้นกลุ่มธนาคาร การบริโภคและการก่อสร้าง และ Bloomberg คาดว่ากำไรตลาดหุ้นเวียดนามจะเติบโตกว่า 21% ในปี 2026 ขณะที่ Fwd PE ยังอยู่ระดับต่ำเพียง 11-12 เท่า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีโอกาสที่เงินลงทุนต่างชาติ มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเข้ามาลงทุนหาก FTSE อัพเกรดสถานะตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market สู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ Emerging Market ในวันที่ 21 กันยายน 2026  

 
ธีมที่ 2 Intelligence : The Age of New Intelligence  

ปี 2026 ถือเป็นปีที่ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI-Ecosystem) เร่งตัวเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์, Generative AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงการเร่งตัวของ สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่มีความต้องการยารักษาโรคร้ายแรงและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความฉลาดมากขึ้นเพื่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพการแข่งขันด้านธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น 3 อุตสาหกรรมที่ TISCO Wealth Advisory คาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างกำไรได้ดี มีดังนี้  
ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI Ecosystem) การใช้ Gen AI ทั่วโลกแตะระดับ 51% ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี เร็วกว่ายุค PC และ Internet มากกว่าเท่าตัว ขณะที่มูลค่าการลงทุน AI ของ Hyperscalers มีโอกาสทะลุ 4.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 คาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคาดว่าจะเติบโตราว 30% นอกจากนี้ หากเจาะไปที่ราคาหุ้นกลุ่ม US Tech พบว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติฟองสบู่ที่รุนแรงยังจำกัด เนื่องจากอัตราส่วนเงินลงทุนเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วง Dot-com เนื่องจากปัจจุบันบริษัทในกลุ่มมีฐานะการเงินดีกว่าในอดีต  

อุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare) สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัว ความต้องการยาเพื่อรักษาโรคมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในกระบวนการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การทดสอบยามีอัตราความสำเร็จสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง อุตสาหกรรมนี้ยังมีประเด็นสนับสนุนเพิ่มเติมจากสถานการณ์หน้าผาสิทธิบัตร’ (Patent Cliff) หรือช่วงที่สิทธิบัตรยาจำนวนมากหมดอายุพร้อมกันในช่วงปี 2025-2029 แม้จะทำให้เกิดช่องว่างรายได้ขนาดใหญ่ แต่สถานการณ์นี้จะผลักดันให้บริษัทขนาดใหญ่เร่งควบรวมกิจการซื้อกิจการบริษัทยาขนาดเล็กเพื่อเติมสินค้าเข้าพอร์ต เหตุการณ์นี้จะทำให้มูลค่าของกิจการบริษัทขนาดเล็กเพิ่มขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้บริษัทขนาดใหญ่ด้วย  

สาธารณูปโภค (Utilities) การเติบโตของ Data Center และ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม โดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่าสัดส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 8% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯ จากปี 2024 อยู่ที่ 4% จึงคาดว่าจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกครั้งในช่วงปี 2025-2027 และกระจายไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้นก็สามารถส่งต่อต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ อีกทั้ง ความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้อัตรากำไร (Profit margin) ของอุตสาหกรรมอาจแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีที่ระดับ 15% ในปี 2026 ทำให้กลุ่มสาธารณูปโภคเปลี่ยนบทบาทจากหุ้นเชิงตั้งรับ (Defensive) เป็นหุ้นเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural growth)

 ธีมที่ 3 Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคแห่งความผันผวน 

แม้เห็นโอกาสในการเติบโต แต่ในปี 2026 ยังคงเผชิญความเสี่ยงของทิศทางนโยบายการเงินและการคลัง (Policy Divergence) ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พอร์ตการลงทุนจำเป็นต้องมี ‘เกราะป้องกัน’ เพื่อรักษาเสถียรภาพให้พอร์ตการลงทุน ภายใต้ธีม ‘Instability Armor’ เราแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนไปยังตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกที่มีคุณสมบัติในการป้องกันความเสี่ยง ดังนี้ 

ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีของสหรัฐฯ (US Short Duration Bond) ธนาคารทิสโก้คาดว่าปี 2026 Fed จะลดดอกเบี้ยรวม 0.5% พร้อมกลับมาเพิ่มสภาพคล่อง และเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวทำให้ความเสี่ยงการโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นผลให้ Bond Yield พันธบัตรระยะสั้นปรับตัวลดลง และหนุนให้ราคาตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น  

ทองคำ (Gold) ปริมาณหนี้สหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งหากดูข้อมูลในอดีตจะพบว่าราคาทองคำมักปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณหนี้สหรัฐฯ นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังเพิ่มการถือครองทองคำเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และสัญญาณวินัยทางการคลังที่อ่อนแอลงจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงการทยอยเพิ่มสัดส่วนพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกผ่านการสะสม ETF ที่ยังต่ำเพียง 2% จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในปี 2026 
 
น้ำมัน (Oil) คาดว่าจะเห็น กลุ่ม OPEC+ เริ่มใช้นโยบายควบคุมกำลังการผลิตเพื่อให้อุปทาน (Supply) ลดลงและผลักดันให้ราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2026 ขณะที่อุปทานจากบ่อน้ำมันสำรองที่ดำเนินการผลิตอยู่ (DUC) ในสหรัฐฯเริ่มผลิตได้ลดลง ทำให้จำกัดความสามารถในการผลิตในระยะกลาง ขณะที่คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันปี 2026 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปแตะที่ระดับ 104.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง  

แนะลดตราสารหนี้ไทยระยะยาว เหตุเศรษฐกิจยังเปราะบาง ! 

สำหรับสินทรัพย์ที่ทาง TISCO Wealth Advisory แนะนำให้ ‘ลดน้ำหนัก’ คือ ตราสารหนี้ไทยระยะยาว เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินระดับที่เหมาะสมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ที่ 2% และ 2.5% สิ้นปี 2026 และ 2027 ที่ตามลำดับ ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนปัจจุบันที่ 1.6-1.7% ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมและเสี่ยงต่อราคาปรับตัวลง จึงแนะนำให้ปรับการลงทุนจาก ‘ตราสารหนี้ไทยระยะยาว’ ไปสู่ ‘ตราสารหนี้สหรัฐฯ’ ซึ่งโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าในปี 2026  

"เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดร่วมกัน ปี 2026 จึงเป็นปีที่นักลงทุนต้องมองไปไกลกว่าเพียงจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ต้องมองให้เห็น “โอกาสการลงทุนรอบด้าน” โดยเลือกการลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตภายในจากทั้งนโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งกระแสการลงทุนใน AI ช่วยการเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (AI-Ecosystem) รวมถึงสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่ยังคงเป็นแนวโน้มหลักของโลก ขณะที่ความผันผวนจากนโยบายการเงินและการคลังยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในปี 2026 ทำให้การจัดพอร์ตลงทุนในปีนี้จึงต้องผสานระหว่างสินทรัพย์ที่สร้างการเติบโตในระยะยาวและสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนอย่างสมดุล ทั้งสามธีม Intelligence, Independence, และ Instability Armor ทำงานร่วมกันเพื่อให้พอร์ตมีทั้ง ‘ศักยภาพการเติบโต’ และ ‘ความทนทานต่อความเสี่ยง’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในโลกหลังจุดเปลี่ยน (Beyond the Turning Point)” นายณัฐกฤติกล่าว  
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 ม.ค. 2569 เวลา : 15:22:25
09-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า ( 9 ม.ค.69) บวก 7.04 จุด ดัชนี 1,260.64 จุด

2. MTS Gold ราคาทองคำยังคงอยู่ในกรอบ "Sideway" แนวรับที่ 4,420-4,400 เหรียญ และแนวต้านที่ 4,500-4,520 เหรียญ

3. ตลาดหุ้นไทยเปิด (9 ม.ค.69) บวก 3.42 จุด ดัชนี 1,257.02 จุด

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (9 ม.ค. 69) พุ่งขึ้น 450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 67,300 บาท

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 ม.ค.69) ลบ 1.80 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐวันนี้

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (8 ม.ค.69) บวก 270.03 จุด หุ้นยุทโธปกรณ์พุ่งรับข่าวทรัมป์จ่อเพิ่มงบกลาโหมสูงถึง 1.5 ล้านล้าน$

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.35-31.60บาท/ดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (9 ม.ค.68) ประเทศไทยอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงอีก 1-2 องศา "ยอดดอย" 2 องศา "ยอดภู" 5 องศา

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (9 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์

10. ข่าวดี! กบน.ไฟเขียว ลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล ลง 50 สตางค์ต่อลิตร บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน มีผลพรุ่งนี้

11. ตลาดหุ้นปิด (8 ม.ค.68) ลบ 27.22 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,253.60 จุด

12. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (8 ม.ค.69) ลบ 17.85 จุด ดัชนี 1,262.97 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยเปิด (8 ม.ค.69) ลบ 15.25 จุด ดัชนี 1,265.57 จุด

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (8 ม.ค.69) ทั่วไทยอากาศหนาวเย็นลง กับมีลมแรง อุณหภูมิลดลงอีก 1-2 องศา "ยอดดอย" หนาวจัด 2 องศา มีน้ำค้างแข็ง

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (7 ม.ค.69) ลบ 33.60 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังราคาพุ่งแรง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 9, 2026, 4:24 pm