
แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และแพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว สำหรับราคาทองคำทั้งของไทยและโลกที่ได้ทำสถิติ All Time High ทะลุ 70,000 บาท และ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ พร้อมในวันเดียวกัน ตลาดทองคำไทยมีการปรับตัวมากกว่า 40 ครั้ง แสดงถึงแรงซื้อ-แรงขายที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง หรืออีกนัยหนึ่งก็คล้ายกับเป็นสัญญาณแจ้งเตือนของสถานการณ์โลก ที่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างมาก
วันที่ 21 ม.ค. 2569 ทองคำไทยเปิดตลาดบวกทันที +1,050 บาท ทำราคาทองคำแท่งทะลุไปบาทละ 70,650 บาท ทองรูปพรรณทะลุไปบาทละ 71,450 บาท และภายในวันเดียวกัน ตลาดทองคำไทยปรับราคาไปมากกว่า 45 ครั้ง +1,950 บาทถ้วน ส่งผลให้ทองคำแท่งขายออกตอนนี้อยู่ที่ 71,550 บาท และทองรูปพรรณ 72,350 บาท สอดคล้องกับทองคำโลกในตลาดของสหรัฐ ที่ Gold Spot ของเมื่อคืนวานนี้ที่ปิดตลาดไปที่ 4,763.55 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ บวกขึ้นไปถึง 84.97 จุด (+1.82%) และ All Time High ติดกันต่อเนื่องจนวันนี้ที่ราคาทะลุ 4,860 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์เข้าไปแล้ว
โดยเมื่อพิจารณาบริบทในประเทศไทย การที่ตลาดทองคำ จากในช่วงเวลาปกติ ที่จะปรับราคาไม่เกิน 10 ครั้งต่อวัน หรือหากผันผวนขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะเห็นการปรับตัวที่ประมาณ 20 - 30 ครั้งต่อวัน ก็ถือว่ามีความผันผวนค่อนข้างเยอะแล้ว แต่การที่ตลาดทองคำไทยมีการปรับขึ้นมากกว่า 40 ครั้งขึ้นไปในวันเดียวกัน เป็นภาพสะท้อนว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหว “หนักมาก” เกิดราคาขึ้นลงบ่อยในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งแปลตรงตัวว่ามีแรงซื้อ-ขายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเกิดความผันผวนสูงกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้นในสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากๆ มาอยู่ที่ประมาณ 30.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถกดราคาทองคำไทยลงได้ (ปกติหากบาทแข็ง → ควรกดราคาทองไทยลง, ส่วนถ้าบาทอ่อน → ดันทองไทยขึ้น) แสดงถึงสิ่งที่แรงกว่าค่าเงินบาทมาก นั่นก็คือ “ราคาทองโลกพุ่งแรงผิดปกติ” โดย Smart Money ทั้งกองทุน ธนาคารกลาง และรัฐบาลในหลายประเทศ กำลังซื้อทองแบบไม่สนใจค่าเงิน แรงซื้อระดับนี้ทำให้ผลของราคาทองโลก กลบผลของเงินบาทแข็งไปหมด และยังคงทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
โดยเหตุผลที่ราคาทองพุ่งสูงอย่าง “รุนแรง” นี้ เป็นภาพสะท้อนของสถานการณ์โลกที่มีความ “รุนแรง” กำลังเข้ามาเยือนในเร็ววันนี้ เพราะทองคำคือหลุมหลบภัยทางการเงินที่พิสูจน์ตัวเองมากว่าพันปี เมื่อโลกไม่มั่นคง ผู้คนก็จะกลับมาเชื่อในสิ่งที่สามารถจับต้องได้ อย่างการให้น้ำหนักของ Safe Haven มากกว่า สินทรัพย์เสี่ยง หรือแม้กระทั่งพันธบัตรสหรัฐก็ตามที เพราะในเวลานี้ ความตึงเครียดที่หนักหนาสาหัสมากกว่าใครหลาย ๆ คนคิด คือประเด็นของ “ดินแดนกรีนแลนด์” ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ หมายมั่นปั้นมือว่าจะครอบครองให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่า ทางเลือกที่ทรัมป์จะใช้ อาจจะเป็นการใช้กำลังทางการทหารหรือไม่ เพราะแม้จะเริ่มต้นแจ้งเจตจำนงด้วยการขอเข้าซื้อก่อนก็ตาม แต่พอทางสหภาพยุโรปคัดค้านไม่เห็นด้วย ก็ทำให้ทรัมป์ใช้มาตรการกดดันทางภาษี แต่ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็รวมพลังพร้อมใจตอบโต้ด้วยวิธีการขึ้นภาษีกับสินค้าสหรัฐเช่นเดียวกัน รวมถึงอาจจะใช้อีกหนึ่งไม้ตาย คือการ “Sell America” ที่เทขายพันธบัตรสหรัฐ หรือแม้แต่กระทั่งหุ้นของสหรัฐเสียเอง
โดยล่าสุดนี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ก็มีการขายพันธบัตรของสหรัฐทิ้งไปแล้ว เป็นสัญญาณถึงจุดเริ่มต้นของ Sell America ที่เป็นมาตรการตอบโต้กับสหรัฐจากฝั่งสหภาพยุโรปว่าจะไม่ยอมให้กรีนแลนด์ตกไปอยู่ในมือของทรัมป์ แต่ก็แน่นอนว่าในฝั่งของทรัมป์ เมื่อบีบด้วยการขึ้นภาษีไม่ได้ อีกทั้งยังโดนตอบโต้กลับมาอย่างแข็งขัน ก็มีโอกาสที่ทรัมป์จะมีการใช้มาตรการอื่นอย่างเต็มกำลังภายใต้อำนาจของตนเองที่ทำให้ความตึงเครียดนี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ความกังวลทั้งหลายเหล่านี้ ยิ่งผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งแรง โดยทางฮั่วเซ่งเฮง คาดการณ์กรอบราคาทองคำโลกในแนวรับที่ระดับ 4,737 - 4720 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,820 - 4,850 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ขณะที่ทองคำไทย แนวรับอยู่ที่ระดับ 69,600 - 69,400 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ระดับ 70,400 - 70,700 บาท ส่วนคาดการณ์สถานการณ์โลกต่อไป ก็คงต้องรอดูในช่วงเวลา 20.00 น. ของวันเดียวกันนี้ (21 ม.ค.69) ที่ทรัมป์จะมีการขึ้นเวที World Economic Forum ว่าจะส่งสัญญาณทำอะไรต่อจากนี้บ้าง
ข่าวเด่น