สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
· เงินบาทผันผวนในกรอบแข็งค่า โดยทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือนที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ฯ ระหว่างสัปดาห์
เงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงต้น-กลางสัปดาห์สอดคล้องกับหลายสกุลเงินในเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high) สวนทางแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรปในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์ ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าทะลุแนว 31.00 ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือน ที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ฯ (แข็งค่าสุดนับตั้งแต่ 23 มี.ค. 2564) ในช่วงกลางสัปดาห์ ก่อนจะพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในระดับที่อ่อนค่ากว่าแนว 31.00 อีกครั้งซึ่งตลาดประเมินว่าอาจเป็นการดูแลเพื่อลดความผันผวนจากทางการ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เองก็ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนตามสัญญาณที่เริ่มผ่อนคลายลงระหว่างสหรัฐฯ กับหลายประเทศในยุโรปและสหราชอาณาจักร หลังการกล่าวสุนทรพจน์ของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม ซึ่งมีการระบุถึงการเริ่มหารือกับ NATO เพื่อจัดทำกรอบข้อตกลงในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์และการยกเลิกคำเตือนที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากับประเทศดังกล่าว

อย่างไรก็ดี เงินบาทแข็งค่ากลับมาอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์สอดคล้องกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นทำ All-time high ครั้งใหม่เหนือ 4,900 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยงที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในระยะข้างหน้าระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป
อนึ่ง เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ธปท. ได้ผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ (ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา 19 ม.ค. 69) โดยมีการเพิ่มวงเงินรายได้ต่างประเทศของคนไทยและผู้ประกอบการไทยที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง (จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง)
· ในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.21 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (16 ม.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,348 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 1,377 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 1,399 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 22 ล้านบาท)
· สัปดาห์ระหว่างวันที่ 26-30 ม.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 30.70-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม FOMC (27-28 ม.ค.) รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนธ.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของยูโรโซน นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรปด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
· ดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือนในช่วงกลางสัปดาห์ ก่อนจะลดช่วงบวกลงบางส่วน
SET Index ปรับตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์แม้จะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป แต่ตลาดประเมินว่าไทยน่าจะได้รับผลกระทบในกรอบจำกัด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยมีแรงหนุนจากแรงซื้อต่อเนื่องของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ นำโดยหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล พลังงานและเทคโนโลยี
ดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือนที่ระดับ 1,327.91 จุด ก่อนจะย่อตัวลงช่วงสั้น ๆ ตามแรงขายทำกำไร ประกอบกับมีปัจจัยลบเฉพาะตัวของหุ้นรายใหญ่ในกลุ่ม ICT จากประเด็นการลงนามขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยขยับขึ้นอีกครั้งช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนเข้ามาในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นสื่อสารที่ถูกเทขายก่อนหน้านี้ อนึ่งสัปดาห์นี้หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวลงสวนทางภาพรวม โดยเผชิญแรงขายทำกำไรหลังเสร็จสิ้นการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568
· ในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,314.39 จุด เพิ่มขึ้น 3.04% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,109.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.76% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.79% มาปิดที่ระดับ 211.14 จุด
· สัปดาห์ถัดไป (26-30 ม.ค. 69) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,300 และ 1,285 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,330 และ 1,345 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด (27-28 ม.ค.) ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบจ.ไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของยูโรโซน กำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ของจีน รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ของญี่ปุ่น
ข่าวเด่น