เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai COMPASS "ภาคการส่งออก SME ไทย ภายใต้ความท้าทายใหม่จากมาตรการภาษีสหรัฐฯ แรงกดดันสำคัญสู่การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด"


• ภาคการส่งออกมีบทบาทสำคัญกับเศรษฐกิจ SME ไทย มีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท/ปี คิดเป็น 18% ของ GDP SME และมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็น 18% ของมูลค่าส่งออก SME ทั้งหมด โดยสินค้าหลักของ SME ไทยในตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูงและกำลังเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ เกิน 60% หลายรายการถูกจัดเก็บภาษีเฉลี่ย 20–30% หรือสูงกว่า

• ผู้ส่งออก SME ใน 15 จาก 31 กลุ่มสินค้าหลักที่ SME ส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น สินค้าในหมวดวัสดุตกแต่งและอุปกรณ์ที่ใช้ในอาคาร ของใช้ทั่วไป เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกราว 24,000 ล้านบาท/ปี ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางสูงถึงเปราะบางสูงสุด เนื่องจาก 1) SME พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากกว่า 20% 2) สินค้าไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ต่ำ(ไม่เกิน 30%) ทำให้อำนาจต่อรองมีจำกัด และ 3) Gross Profit Margin ไม่เพียงพอที่จะรองรับภาษีส่วนเพิ่มได้ทั้งหมด

• Krungthai COMPASS มองว่า SME ไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน เพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนภาษี ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ ขณะเดียวกันต้องต่อยอดด้วยการพัฒนานวัตกรรมสินค้ายกระดับมาตรฐานสากล และขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่มการใช้วัตถุดิบและการผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย สอดคล้องกับReinvent Thailand ที่มุ่งเสริมศักยภาพ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ปี 2025 นี้ นับเป็นปีที่ภาคการค้าโลกต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากมาตรการจัดระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ รวมทั้งเข้มงวดต่อการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อลดการขาดดุลการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff)    ในอัตรา 19% กับสินค้าของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ พร้อมทั้งมีข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนในการซื้อขายสินค้ากลุ่มเกษตร พลังงาน และการบิน

การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นแรงกดดันสำคัญต่อรายได้ของภาคการส่งออกไทย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 โดยในช่วงปี 2022-2024 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี การปรับขึ้นของภาษีนำเข้าไม่เพียงเพิ่มต้นทุน แต่ยังท้าทายขีดความสามารถของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจำกัด มีฐานะทางการเงินอ่อนแอ และต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ความท้าทายนี้จึงอาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและการขยายตลาดในระยะยาว

บทความฉบับนี้ Krungthai COMPASS จึงอยากมุ่งฉายภาพสถานการณ์การส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ของ SME ไทย พร้อมทั้งประเมินความเปราะบางของผู้ส่งออก SME ในแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงของผู้ประกอบการ SME ไทยท่ามกลางบริบททางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแนวทางการปรับตัว เพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้ความท้าทายในปัจจุบันและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 
SME ไทยอ่อนแอท่ามกลางการค้าโลกที่มีความท้าทายใหม่

SME1 นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านจำนวนผู้ประกอบการ การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจ จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในปี 2024 ธุรกิจ SME ไทยมีผู้ประกอบการกว่า 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ครอบคลุมการจ้างงานกว่า 13.4 ล้านตำแหน่ง คิดเป็นกว่า 69% ของการจ้างงานทั้งหมด โดย SME ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ราว 6.5 ล้านล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 35% ของ GDP ทั้งประเทศ

ภาคการส่งออกเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของ SME ไทย โดยมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก SME ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยในปี 2024 SME ไทยมีมูลค่าการส่งออกรวม 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (18% ของ GDP SME) โดย 3 ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสิ้นปีที่ผ่านมามีมูลค่าส่งออก 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (18% ของมูลค่าที่ SME ส่งออกไปทั่วโลก) 

แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ SME ไทยยังมีข้อจำกัดในการรับแรงกดดันจากต้นทุนและความผันผวนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นในอนาคต สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในมิติทางการเงิน จากข้อมูลเครื่องชี้สถานการณ์ SME โดย สสว. พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนีรายได้ต่อดัชนีต้นทุนของ SME ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและมีค่าต่ำกว่า 1 ในปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการสร้างรายได้ของ SME เติบโตไม่ทันต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรถูกบีบและกันชนทางการเงินลดลง อีกทั้งผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะรายย่อย (Micro)2  มีเงินทุนสำรองและสภาพคล่องที่จำกัด นอกจากนี้ สินทรัพย์รวมของ SME ยังปรับลดลง ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนปรับเพิ่มขึ้น โดยที่ยังคงมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะยาวของสถาบันการเงิน ชี้ให้เห็นถึงข้อกำจัดในการสะสมทุนและขยายกิจการของ SME ท่ามกลางภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่มีต้นทุนสูง

 
SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันซ้ำเติมจากบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะจากมาตรการจัดระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าหลายรายการ อีกทั้งยังมีแนวโน้มบังคับใช้กฎระเบียบด้านถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น ภายใต้บริบทใหม่นี้ ผู้ส่งออก SME ที่มีอัตรากำไรบาง มีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างต้นทุนจำกัด และพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง จึงมีความเปราะบางสูงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกดังกล่าว

1 นิยาม SME ตามประกาศกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2562

2 รายย่อย (Micro) = SME ที่มีรายได้ ≤ 1.8 ล้านบาท/ปี

การขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ กระทบต่อสินค้าส่งออกหลักของ SME ไทยในตลาดสหรัฐฯ

การขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของแต่ละสินค้าประกอบด้วยภาษีหลายประเภท ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเป็นภาระภาษีรวมที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญ ส่วนแรกคือ ภาษีนำเข้าพื้นฐาน (MFN rate) ซึ่งเป็นภาษีนำเข้าปกติที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) อีกส่วนคือ ภาษีส่วนเพิ่มจากมาตรการ การขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ประกอบด้วย 1) ภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ที่สหรัฐเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าแตกต่างกัน เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้า 2) ภาษีเฉพาะ (Sectoral tariff) ที่สหรัฐฯ กำหนดแบบเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหรือประเภทสินค้าตามประกาศเพิ่มเติม เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ กลุ่มโลหะ เป็นต้น และ 3) ภาษีลงโทษสำหรับสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment penalty) กรณีที่มีการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษี หรืออาจรวมถึงสินค้าที่มีสัดส่วน Regional Value Content (RVC) หรือ Local Value Content (LVC)3 ต่ำจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม 40% อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าบางรายการที่ปัจจุบันได้รับการยกเว้นการขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการจัดกระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐฯ
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% และภาษีเฉพาะ โดยยังมีบางสินค้าที่ได้รับการยกเว้นการขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการดังกล่าว สำหรับภาษีลงโทษสำหรับสินค้า Transship-ment แม้ปัจจุบันจะยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้ในวงกว้าง แต่ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในระยะถัดไปมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศต้นทางของสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง หรือมีสัดส่วน RVC และ LVC ต่ำ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ผู้ส่งออกจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สินค้าหลักของ SME ไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูงกว่าภาพรวม และกำลังเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการส่งออกระดับ HS code 6 หลักที่ SME ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 พบว่า โทรศัพท์และส่วนประกอบเป็นสินค้าอันดับ 1 ที่ SME ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่าการส่งออกกว่าปีละ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นกว่า 27% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทั้งหมดของ SME ไทย โดยเป็นสินค้ามีส่วนแบ่งการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 54% เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกไปยังทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าผู้ส่งออกโทรศัพท์และส่วนประกอบต้องเผชิญภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน เช่นเดียวกันกับสินค้าส่งออกหลักของ SME ประเภทอื่นๆ เช่น เครื่องประดับสำเร็จรูป เพชรและพลอย อุปกรณ์ถ่ายภาพและภาพยนตร์ เป็นต้น
 
 
3 สัดส่วนของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตภายในประเทศหรือภายในภูมิภาค เมื่อเทียบกับมูลค่ารวมของสินค้าทั้งหมด ซึ่งภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) สินค้าที่จะถือว่ามีถิ่นกำเนิดในอาเซียน และมีสิทธิได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีต้องมี Regional Value Content ไม่น้อยกว่า 40%

สินค้าที่ SME ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง มีแนวโน้มที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าตามที่สหรัฐฯ ประกาศในอัตราที่สูงกว่า โดยความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ และอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ย พบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 60% หลายรายการถูกจัดเก็บภาษีเฉลี่ยในระดับ 20–30% หรือสูงกว่า ทั้งนี้ ภาระภาษีเพิ่มขึ้นในขณะที่ผู้ส่งออกอาจมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้นำเข้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณีที่มีอาจต่อรองต่ำกว่า ย่อมทำให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ส่งออก SME ไทยถูกกดดันตามไปด้วย ผู้ส่งออกสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูง จึงมีแนวโน้มที่จะมีความเปราะบางสูงกว่าผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มอื่น ประเด็นนี้นำไปสู่การวิเคราะห์ในส่วนถัดไปว่า ผู้ส่งออก SME มีศักยภาพรับภาระภาษีได้มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับผลประกอบการในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนระดับความเปราะบางของผู้ส่งออกในแต่ละกลุ่มสินค้า
 
 
ผู้ส่งออก SME ในกลุ่มสินค้าไหนมีแนวโน้มเปราะบางสูง ?

Krungthai COMPASS ประเมินความเปราะบางของผู้ส่งออก SME ไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ โดยมีขอบเขตของการวิเคราะห์ คือ สินค้าระดับ HS code 6 หลักที่ SME ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 จากนั้นนำมาจัดเป็นกลุ่มสินค้าเป็น 31 กลุ่ม โดยพิจารณาความเปราะบางของผู้ส่งออก SME 3 จาก ปัจจัย คือ 

1) สัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ของสินค้าส่งออกหลักที่ SME ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณา คือ สัดส่วนมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เทียบกับการส่งออกทั้งหมดของสินค้าแต่ละกลุ่ม ≤20% และ >20% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ของสินค้าส่งออก SME ในภาพรวม

2) สัดส่วนของสินค้าไทยในการนำเข้าของสหรัฐฯ เพื่อสะท้อนถึงอำนาจต่อรองของผู้ส่งออกไทย โดยเป็นข้อมูลภาพรวมการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ กำหนดเกณฑ์พิจารณา คือ สัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากไทยของสหรัฐฯ เทียบกับการนำเข้าทั้งหมดของสินค้ากลุ่มเดียวกัน ≤30% และ >30% สอดคล้องกับสถาบันวิเคราะห์นโยบาย Mercator Institute for China Studies (MERICS) ที่ระบุว่าผู้ส่งออกรายสำคัญ (significant bilateral supplier) คือประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 30% ของการนำเข้าสินค้านั้นทั้งหมดของประเทศผู้นำเข้า4  

3) ความสามารถในการรับภาระภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของผู้ส่งออก SME โดยพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เทียบกับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ภายใต้สมมติฐาน 2 กรณี คือ ผู้ส่งออกรับภาระภาษีส่วนเพิ่ม 50% และผู้ส่งออกรับภาระภาษีส่วนเพิ่มทั้งหมด 100%

ผลการประเมินความเปราะบางของผู้ส่งออก SME ไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม โดยผู้ส่งออกสินค้า 15 จาก 31 กลุ่ม ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางสูงถึงเปราะบางสูงสุด เนื่องจาก 1) เป็นผู้ส่งออกในกลุ่มสินค้าที่ SME พึ่งพาสหรัฐฯ สูง มีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ >20% เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกรวม 2) สินค้าไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ต่ำ โดยมีสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากไทยของสหรัฐฯ ≤30% เทียบกับการนำเข้าทั้งหมดของสินค้ากลุ่มเดียวกัน สะท้อนถึงอำนาจการต่อรองราคาที่มีจำกัด และ GPM ไม่สามารถรองรับภาษีส่วนเพิ่มได้ทั้งหมด

สินค้า 15 กลุ่มข้างต้นมีมูลค่าส่งออกในปี 2024 รวมกันกว่า 678 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 23,723 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน หากจำแนกเป็นหมวดสินค้า จะพบว่าหมวดที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด คือ วัสดุตกแต่งและอุปกรณ์ที่ใช้ในอาคาร อย่างหินสังเคราะห์สำหรับตกแต่งอาคาร พลาสติกปูพื้นและผนัง รวมทั้งโคมไฟและหลอดไฟ รองลงมาคือหมวดของใช้ทั่วไป อย่างเครื่องหอม กระเป๋าเดินทาง กระติกสูญญากาศและส่วนประกอบ ของใช้ในบ้านที่ทำจากอะลูมิเนียม รวมทั้งถุงและกระสอบพลาสติก นอกจากนี้ยังกระจายอยู่ในสินค้าหมวดอื่นๆ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โลหะ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอาหาร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีสินค้าหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกระบุเป็น Transshipment จากการเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มใช้วัตถุดิบในภูมิภาคหรือในประเทศในสัดส่วนที่ต่ำ สะท้อนถึงความเสี่ยงส่วนเพิ่มของสินค้าหลักที่ SME ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และความเปราะบางด้านโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ SME ไทย การเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการใช้วัตถุดิบในประเทศ ควบคู่กับการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแหล่งกำเนิดของสินค้าไทยในกลุ่มอื่นๆ ด้วย
 
4 Growing asymmetry: Mapping the import dependencies in EU and US trade with China (2024)
 
 
Implication & Recommendation :

การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุนเป็นกันชนสำคัญของผู้ส่งออก SME ไทยในภาวะที่ต้นทุนทางการค้าและภาษีนำเข้าปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ส่งออกในกลุ่มเปราะบางสูงถึงสูงสุด ซึ่งมี GPM บาง ไม่สามารถรองรับภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มได้และขาดอำนาจต่อรองราคา และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันจาก Trade Diversion สำหรับสินค้าที่ยังมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ระดับต่ำ และยังมีศักยภาพในการแข่งขันด้านราคาจากการมี GPM ที่อยู่ในระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันด้านราคาและชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ จากประเทศคู่แข่งถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่า โดยสามารถทำได้ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อการปรับขั้นตอนการทำงาน ลดเวลาและต้นทุนต่อหน่วย ลดความผิดพลาดและพึ่งพาแรงงาน เพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการจัดส่ง รวมถึงลดอัตราการสูญเสียในกระบวนการผลิต เป็นต้น

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทยผ่านนวัตกรรมและการรับรองมาตรฐานสากล เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเปราะบางสูงถึงสูงสุด ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง ทั้งยังมีอำนาจต่อรองและความสามารถในการทำกำไรจำกัด โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนา การออกแบบสินค้าให้มีความแตกต่าง รวมถึงการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืน จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันด้วยคุณภาพมากกว่าราคาและก้าวขึ้นไปมีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกในระดับที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนและมูลค่าสูง หรือการพัฒนาสินค้า/บริการที่ตอบโจทย์เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นการขยายตลาดใหม่ๆ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง สอดคล้องกับ Reinvent Thailand ที่มุ่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มและเสริมศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมไทย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน

การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศและการเพิ่มสัดส่วน Local Content ตลอดจนมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส นับว่ามีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการส่งออกและเศรษฐกิจของ SME โดยรวม ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่กับ SME ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบทางการค้า แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสของแหล่งกำเนิดสินค้าและเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก อีกทั้งยังเป็นการสร้างฐานรายได้ใหม่และกระจายรายได้ภายในประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่กับ SME ในประเทศ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของมูลค่าเพิ่มภายในเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการ SME ไทยในห่วงโซ่อุปทานและลดการรั่วไหลของมูลค่าเพิ่มไปยังต่างประเทศ

ภวิกา กล้าหาญ
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 27 ม.ค. 2569 เวลา : 16:46:55
28-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิด (28 ม.ค.69) บวก 4.45 จุด ดัชนี 1,338.90 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (28 ม.ค.69) บวก 2.61 จุด ดัชนี 1,337.06 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (28 ม.ค.69) บวก 2.61 จุด ดัชนี 1,337.06 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำแนวโน้มทิศทางขาขึ้น "Up Trend" รอย่อซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว แนวต้านอยู่ที่ระดับ 5,250-5,300 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (27 ม.ค.69) บวกเล็กน้อย 10 เซนต์ หลังพุ่งติดต่อกันหลายวัน

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (27 ม.ค.69) ร่วง 408.99 จุด หลังหุ้นประกันสุขภาพร่วงหนัก

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.05 บาท/ดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (28 ม.ค.69) ประเทศไทยมีอากาศเย็นกับมีหมอกตอนเช้า "ยอดดอย" หนาวถึงหนาวจัด 2 องศา/ฝุ่นละอองค่อนข้างมาก

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (28 ม.ค. 69) ปรับขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 76,900 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิด (28 ม.ค.69) บวก 8.67 จุด ดัชนี 1,343.12 จุด

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (28 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 30.94 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิด (27 ม.ค.69) บวก 27.38 จุด ดัชนี 1,334.45 จุด

13. ประกาศ กปน.: 29 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบางใหญ่-บางคูลัด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (27 ม.ค.69) บวก 23.38 จุด ดัชนี 1,330.45 จุด

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ม.ค.69) ประเทศไทยยังคงมีอากาศเย็นตอนเช้า ภาคเหนือและภาคอีสานยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว "ยอดดอย" หนาวจัด 2 องศา

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 28, 2026, 5:40 pm