เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC วิเคราะห์ "อุปทานโลกเตรียมเขย่า....สหรัฐฯ ลุยเก็บภาษีชิป AI 25%"


สหรัฐฯ เดินหน้าออกประกาศใหม่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภท

สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026 โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศโดยเฉพาะชิปขั้นสูง การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าชิปขั้นสูงเฉพาะในกลุ่มชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงตามเกณฑ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณี สำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น การนำไปใช้ใน U.S. Data centers, R&D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น 

การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก

การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าในกลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ พึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมควบคู่กับกฎหมาย CHIPS Act เพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศมากขึ้น โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกปรับตัวสูงขึ้น และเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปใหม่ให้มีการขยายการลงทุนไปยังตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นจากแรงกดดันของมาตรการภาษี 

ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน 

1) ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเภทของชิป (HS Code 8541) ที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นชิปที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งยังได้รับสิทธิภาษี 0% และสินค้าไทยที่มีพิกัดศุลกากรตรงกับที่สหรัฐฯ ระบุ (HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30) ยังไม่เข้าเกณฑ์ "ชิปขั้นสูง" ที่ถูกเรียกเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น 2) ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทย แม้ว่าไทยยังคงเป็นแหล่งลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนได้จากข้อมูลล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&E ราว 21% ของการลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 181,670 ล้านบาท แต่มาตรการภาษีที่มีเป้าหมายเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนรวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ยิ่งไปกว่านั้น การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น
 
ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น 

SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรักษาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานชิปโลก โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับในระยะยาว แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัด แต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต 

เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบและนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า

KEY POINTS

สหรัฐฯ เดินหน้าประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภท
 
ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เริ่มทยอยประกาศใช้นโยบายภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องทั้งภาษีนำเข้า 10% จากสินค้าทุกประเทศ (Universal tariffs) และภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ซึ่งรวมไปถึงการออกประกาศมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า (Specific tariffs) ภายใต้มาตรา 232 ที่มีสินค้าบางรายการที่ไทยถูกเรียกเก็บไปแล้ว เช่น สินค้ากลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนฯ, สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟฟ้ากำลังที่มีส่วนประกอบของเหล็ก  นอกจากนี้ ยังมีสินค้าบางรายการที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพื่อเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในปีนี้ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญบางชนิด เครื่องบินพาณิชย์ เป็นต้น และยังคงมีสินค้าไฮเทคบางรายการ เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, อุปกรณ์สื่อสาร และแผงวงจรไฟฟ้า ที่ยังถูกยกเว้นภาษีเป็น 0% ชั่วคราว เพื่อรอการพิจารณาเก็บภาษีเฉพาะสินค้าเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 : สหรัฐฯ ทยอยเรียกเก็บ Specific tariffs มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป ขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ White house, U.S. Customs and Border Protection และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ

โดยล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 (Section 232) จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย และมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026 การปรับขึ้นภาษีชิปครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่การเก็บภาษีนำเข้าฮาร์ดแวร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปโดยเฉพาะชิปขั้นสูงจากต่างประเทศ ในระยะแรกของการปรับขึ้นภาษีตามประกาศดังกล่าว จะส่งผลให้สินค้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ในหมวด HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 ซึ่งจะถูกจัดเก็บภาษีเฉพาะในกลุ่มชิปขั้นสูงที่เข้าเกณฑ์ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงเท่านั้น  คือ 1) ค่า TPP ระหว่าง 14,000 - 17,500 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 4,500 - 5,000 GB/s 2) ค่า TPP ระหว่าง 20,800 - 21,100 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 5,800 - 6,200 GB/s เท่านั้น เช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณีสำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น กลุ่มที่มีการนำไปใช้ใน U.S. Data Centers, R&D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 : การเก็บภาษีชิปขั้นสูงครอบคลุมสินค้าในพิกัด 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 โดยแบ่งออกตามเกณฑ์เทคนิคและการใช้งาน 
 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ U.S. Customs and Border Protection และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ

IMPLICATIONS

SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลก
 
แม้ผู้ออกแบบชิปขั้นสูงหรือชิป AI ยังคงถูกผูกขาดด้วยผู้เล่นรายใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ อย่าง Nvidia แต่การผลิตชิปขั้นสูงของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในไต้หวันมากกว่า 90% ของการผลิตชิปขั้นสูงทั้งหมด ทำให้สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุด ด้วยเหตุนี้เอง สหรัฐฯ จึงได้ต้องเร่งเดินหน้าปรับขึ้นภาษีชิปและวางแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปในประเทศตามกฎหมาย CHIPS Act โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกสูงขึ้นในระยะข้างหน้า และอาจส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกจากความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาการเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้วยการดึงผู้ผลิตชิปขั้นสูงกลับสู่สหรัฐฯ มากขึ้น 
 
นอกจากนี้ การปรับขึ้นภาษีชิปอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน 

1) ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก 1) มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ใน HS CODE 8541 ซึ่งอยู่ในหมวด Chip devices  ที่เป็นชิปสำหรับใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกชิปไปตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 67% ของการส่งออกสินค้าชิปทั้งหมดของไทย 2) การส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในหมวด Consumer electronics ที่เป็นสินค้าขั้นปลาย แม้จะตรงตามพิกัดศุลกากรในหมวด HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 ที่สหรัฐฯ กำหนด แต่การจัดเก็บภาษียังคงอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกชิปขั้นสูง  เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในหมวดที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปไปประเทศคู่ค้าสำคัญ อื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 : ในระยะสั้น ไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ รอบใหม่ค่อนข้างจำกัด แม้จะเป็นหมวดสินค้าเดียวกัน แต่เกณฑ์การเก็บภาษียังคงมีเป้าหมายเฉพาะผู้ส่งออกชิปขั้นสูง 

 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Trade map
 
2) ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปอาจจะกระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ในช่วงปี 2023-2024 มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุน
ในอุตสาหกรรม E&E มากถึง 569,715 ล้านบาท และต่อเนื่องมายัง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่ 181,670 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แผนการดึงฐานการผลิตชิปกลับสหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปที่สูงขึ้นในครั้งนี้ อาจเป็นแรงกดดันสำคัญให้เกิดความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกและการย้ายฐานไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนที่รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานอาจเป็นการส่งสัญญาณให้ไทยเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ยิ่งไปกว่านั้นเอง จากการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้นและอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยที่อาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น 

การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการเริ่มเก็บภาษีเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ อาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีนำเข้าไปยังเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในวงกว้างขึ้นในระยะข้างหน้า โดย SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อให้สามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันและมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานผลิตชิปโลก ในระยะสั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับในระยะยาว แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัดแต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต 

เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบและนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Chip-Tariffs-270126

ผู้เขียนบทวิเคราะห์
 
 
จิรภา บุญพาสุข  (jirapa.boonpasuk@scb.co.th) นักวิเคราะห์
 
 

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 27 ม.ค. 2569 เวลา : 16:57:54
28-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิด (28 ม.ค.69) บวก 4.45 จุด ดัชนี 1,338.90 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (28 ม.ค.69) บวก 2.61 จุด ดัชนี 1,337.06 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (28 ม.ค.69) บวก 2.61 จุด ดัชนี 1,337.06 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำแนวโน้มทิศทางขาขึ้น "Up Trend" รอย่อซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว แนวต้านอยู่ที่ระดับ 5,250-5,300 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (27 ม.ค.69) บวกเล็กน้อย 10 เซนต์ หลังพุ่งติดต่อกันหลายวัน

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (27 ม.ค.69) ร่วง 408.99 จุด หลังหุ้นประกันสุขภาพร่วงหนัก

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.05 บาท/ดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (28 ม.ค.69) ประเทศไทยมีอากาศเย็นกับมีหมอกตอนเช้า "ยอดดอย" หนาวถึงหนาวจัด 2 องศา/ฝุ่นละอองค่อนข้างมาก

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (28 ม.ค. 69) ปรับขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 76,900 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิด (28 ม.ค.69) บวก 8.67 จุด ดัชนี 1,343.12 จุด

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (28 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 30.94 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิด (27 ม.ค.69) บวก 27.38 จุด ดัชนี 1,334.45 จุด

13. ประกาศ กปน.: 29 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบางใหญ่-บางคูลัด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (27 ม.ค.69) บวก 23.38 จุด ดัชนี 1,330.45 จุด

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ม.ค.69) ประเทศไทยยังคงมีอากาศเย็นตอนเช้า ภาคเหนือและภาคอีสานยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว "ยอดดอย" หนาวจัด 2 องศา

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 28, 2026, 5:40 pm