หุ้นทอง
บลูบิค กางแผนธุรกิจปี 69 รุกตลาดใหม่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโกลบอล ตั้งเป้าโต 20% พร้อมเปิด 3 เมกะธีมเทคโนโลยี พลิกโฉมองค์กรไทยเป็น "Intelligent Enterprise"


 

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร (Digital Enterprise Transformation) เปิดแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งยกระดับศักยภาพการดำเนินงาน เตรียมกำลังพลรองรับงานโครงการขนาดใหญ่ รุกตลาดที่มีศักยภาพ พร้อมยกระดับธุรกิจต่อยอดบริการ เพื่อปูทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มั่นใจผลประกอบการปีนี้เติบโตแข็งแกร่ง 20% สวนทางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากความต้องการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กรที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI), Virtual Bank และนโยบาย Cloud First Policy 

 
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า นับจากปี 2569 เทคโนโลยีจะเปลี่ยนบทบาทจากปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรไปเป็นโครงสร้างหลัก (Core Infrastructure) ของการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัลเชิงโครงสร้างและมองภาพระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI เพราะองค์กรที่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่องค์กรที่ปรับตัวล่าช้ามีแนวโน้มเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว

 
“เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างหลักของการดำเนินธุรกิจแล้ว การยกระดับองค์กรในระยะถัดไปจะเข้าสู่กระบวนการสร้างและเชื่อมต่อ Digital Ecosystem ที่ผสานข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และการทำงานข้ามภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและขอบเขตของเครือข่ายดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาด้านดิจิทัลยังคงเป็นกระแสหลักที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ประกันภัย ค้าปลีก การสื่อสาร สุขภาพ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ ด้วยเหตุนี้ บลูบิค จึงมุ่งมั่นกับการเตรียมความพร้อมขององค์กร เพื่อรองรับทิศทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้องค์กรลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านองค์กรได้อย่างราบรื่นและเป็นรูปธรรม” นายพชร กล่าว

สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 ของบลูบิค แบ่งออกเป็น 3 แกนกลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวและตอกย้ำความเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโกลบอล ได้แก่
 
1) Client Value & Marketing Innovation: กลยุทธ์ Upsell และ Cross-sell ขยายการให้บริการกับลูกค้ารายเดิม พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ อาทิ ภาครัฐ ธุรกิจการศึกษา สุขภาพ และพลังงาน รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาบริการและโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ AI, Cloud Computing และความยั่งยืน (Sustainability)

2) Operational Excellence & Scalable Growth: ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีมาตรฐานและคล่องตัวมากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงาน 10% ในปีนี้ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำ AI มาใช้ทั้งในกระบวนการทำงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน

3) Strategic Expansion & Long-Term Growth: วางรากฐานการเติบโตในระยะยาวด้วยการเสริมแกร่งการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ กลยุทธ์ขยายตัวผ่าน M&A และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) และรองรับการลงทุนและโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

“การเติบโตอย่างต่อเนื่องของบลูบิคกว่าทศวรรษที่ผ่านมา และความไว้วางใจจากลูกค้าที่สะท้อนผ่านสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 80% ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่าแผนธุรกิจในปี 2569 จะสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้ตามเป้าหมาย และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายพชร กล่าวเสริม

 
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางธุรกิจที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังกดดันให้องค์กรต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนและประสานการทำงานระหว่างคน กระบวนการ ข้อมูล และเทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) อย่างเต็มรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “Intelligent Enterprise” — องค์กรที่ตัดสินใจและดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูล เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ ทำให้องค์กรไทยต้องมองให้ชัดว่าเทคโนโลยีและ AI จะส่งผลต่อธุรกิจในจุดใดก่อน และควรลงทุนในส่วนใด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด จากการวิเคราะห์ของบลูบิค เทรนด์เทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านขององค์กรไทยในปี 2569 สามารถจำแนกออกเป็น 3 เมกะธีมหลัก ดังนี้

ธีม 1 — Hyperefficient Operations and Value Chain
ปี 2569 องค์กรไทยจะเร่งใช้เทคโนโลยีที่ทำให้กระบวนการทำงานฉลาดขึ้น ลดงานซ้ำซ้อนและต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และช่วยให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เร็วขึ้น โดยเฉพาะในฟังก์ชันระบบงานหลังบ้าน (Back-Office) ลูกค้าสัมพันธ์ IT/DevOps และซัพพลายเชน ซึ่งจะเป็นกลุ่มงานที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ควบคู่กับการวาง “Intelligent Architecture Foundation” อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานสำคัญก่อนขยายการใช้งาน AI ในระดับองค์กร

1.1) Autonomous Back-Office: ระบบ AI ที่รับ–ตรวจสอบ–ประมวลผลข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อทดแทนงานเอกสารจำนวนมากที่พึ่งพาแรงงานมนุษย์ (Straight-Through Processing – STP)

กรณีศึกษา (Use Case):

กลุ่มธนาคาร บริการทางการเงิน และประกันภัย (BFSI): AI ตรวจสอบเอกสารสินเชื่อและเอกสารเคลมประกัน ลดเวลาการอนุมัติจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที

ภาครัฐ: AI ตรวจสอบแบบฟอร์มราชการจำนวนมาก เพิ่มความเร็วของกระบวนการให้บริการประชาชน

1.2) Multiple AI Models for Planning and Forecasting: ประสานการใช้ AI หลายตัว (Composite AI Strategy) ตามจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละโมเดล เช่น Time-Series Forecasting ทำงานร่วมกับ Optimization Algorithms เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของ AI ตอบโจทย์ความต้องการธุรกิจได้อย่างแม่นยำในทุกมิติ

กรณีศึกษา (Use Case):

ภาคการผลิต/ระบบซัพพลายเชน: ผสานการทำงานของหลายโมเดล AI บน ERP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น

· AI สำหรับคำนวณปริมาณสินค้าคงคลังและการบริหารวัตถุดิบ
· AI สำหรับวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับดีมานด์และกำลังการผลิตของเครื่องจักร 
· AI ที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเส้นทางขนส่ง เพื่อประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์

1.3) AI Workflow Orchestration: เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อการทำงานหลายขั้นตอนให้เป็น Workflow เดียวกัน โดยมี AI Agent เป็นตัวประสานงาน รับเรื่อง วิเคราะห์ ส่งต่อ และจบงานอย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งยังสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาพื้นฐานระหว่างทาง เพื่อลดปัญหาคอขวดได้อีกด้วย (Autonomous Decision Making)

กรณีศึกษา (Use Case):

ธุรกิจประกันภัย: การใช้ AI Orchestration ครอบคลุมทั้งงานเคลมประกัน ตรวจสอบเอกสาร ตรวจสอบการโกง/ฉ้อฉล ตลอดจนการจัดคิวอนุมัติประกัน

ภาครัฐ: การใช้ AI ประสานงานบริการประชาชน เช่น รับเรื่องร้องเรียน → วิเคราะห์ → ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอัตโนมัติ

ธีม 2 — Intelligent and Adaptive Customer Experience
องค์กรธุรกิจกำลังก้าวข้ามจาก “จุดเริ่มต้น/Pilot Project” ไปสู่ “การขยายขอบเขตการใช้งาน AI ในองค์กร” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์/บริการที่ตอบโจทย์  ความต้องการ และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญนี้ ได้แก่

2.1) AI Recommendation Engine: โซลูชัน Ready-to-Use AI จะเข้ามาช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานได้ทันที คุ้มค่า และแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน AI หรือระบบหลังบ้านขนาดใหญ่รองรับ เหมาะสำหรับงานเฉพาะด้าน อาทิ งานฝ่ายบุคคล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และงานธุรการ

กรณีศึกษา (Use Case):

กลุ่มธนาคาร/การเงิน: ใช้ระบบ AI สำหรับการปล่อยสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending AI) เพื่อประเมินความสามารถทางการเงินของลูกค้าอย่างแม่นยำและโปร่งใส ทำให้อนุมัติได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ

ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: ใช้ระบบแนะนำสินค้าอัจฉริยะ (Product Recommendation AI) ที่ติดตั้งและใช้งานได้ทันที เพื่อเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแบบเรียลไทม์ เพิ่มประสิทธิภาพในการขาย

2.2) AI-Enhanced Customer Service: บทบาทของ AI จะขยับจากการเป็น “เครื่องมือ (Tool)” ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลักของธุรกิจ ทำให้องค์กรสามารถให้บริการและดำเนินงานแบบอัตโนมัติครบวงจร   (End-to-End) พร้อมสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง

กรณีศึกษา (Use Case):

กลุ่มธนาคาร/การเงิน: ระบบศูนย์บริการลูกค้าอัจฉริยะ (AI Contact Center) และระบบติดตามหนี้อัตโนมัติ ที่นอกจากติดตามหนี้แล้ว AI Collections ยังสามารถนำเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนที่ลูกค้าจะผิดนัดชำระหนี้ (Prediction-Based Action) ได้อีกด้วย

ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: ระบบช่วยเหลือคำสั่งซื้อ (AI Order Support) ตอบคำถามลูกค้า ติดตามสถานะพัสดุ และแก้ไขปัญหาตั้งแต่หน้าบ้านถึงหลังบ้านแบบอัตโนมัติ

2.3) Hyper-personalization: AI ที่ “เข้าใจและใส่ใจมนุษย์ (Empathy Engine)” ด้วยการผสานความสามารถของ Multimodal AI เข้ากับข้อมูลเชิงลึกจากระบบหลังบ้าน (CDP/CRM) เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงความต้องการ เป็นธรรมชาติ และใกล้เคียงมนุษย์ที่สุดในทุก Touchpoint

กรณีศึกษา (Use Case):

บริการลูกค้าสัมพันธ์: จาก Chatbot สู่ AI Empathy Agent ที่วิเคราะห์โทนเสียงและบริบท เพื่อเลือกวิธีตอบสนองที่เหมาะสมที่สุด หรือพิจารณาส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ — ทำให้การบริการเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และเป็นมนุษย์มากขึ้น

ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: การใช้ AI ยกระดับ CX Personalization ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลของระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติ ทำให้ส่วนงานบริการหน้าบ้านสามารถส่งมอบบริการดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ธุรกิจประกันภัย: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและจัดการความเสี่ยงล่วงหน้าให้กับลูกค้า พร้อมเพิ่มโอกาสในการทำ Cross Selling ให้บริษัท เช่น การขายประกันเดินทางแบบรู้ใจผ่านการให้ข้อมูลการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) แก่ลูกค้าเฉพาะราย พร้อมนำเสนอบริการอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

ธีม 3 — Digital Trust and Resilience
เมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการกำกับดูแลจึงกลายเป็นประเด็นที่องค์กรต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูล ความโปร่งใสของโมเดล และผลกระทบทางกฎหมาย แนวโน้มสำคัญในปี 2569 ได้แก่

3.1) Zero-Trust AI Access: การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของโมเดล AI อย่างละเอียดในทุกระดับ (Layer) เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่จำเป็นและลดความเสี่ยงด้านการละเมิดความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล

กรณีศึกษา (Use Case):

กลุ่มธนาคารและการเงิน: ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและข้อมูลธุรกรรมการเงิน ในการนำไปเสริมการเรียนรู้ของโมเดล AI เช่น ระบบบัญชีหรือระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM)

3.2) AI-Powered Cyber Defense: ระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่ใช้ AI ตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองภัยคุกคามยุคถัดไปที่มีทั้งความเร็วและปริมาณมหาศาลแบบเรียลไทม์ พร้อมรับมือการโจมตีรูปแบบใหม่ เช่น Deepfake Phishing และการโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ

กรณีศึกษา (Use Case):

สถาบันการเงินและประกันภัย: ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติหรือพฤติกรรมเสี่ยงแบบทันที (Real-time Anomaly & Fraud Detection)

องค์กรขนาดใหญ่: วิเคราะห์ทราฟฟิกเครือข่ายเพื่อป้องกันการบุกรุก (AI-Driven IDS/IPS)

ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: ป้องกัน Bot Attack, Credential Stuffing และการปลอมแปลงคำสั่งซื้อ

3.3) AI Governance Framework: กรอบกำกับดูแลการใช้ AI เพื่อให้ระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานองค์กร โดยเฉพาะในกรณีการใช้ AI ตัดสินใจเชิงนโยบายหรือมีผลต่อผู้บริโภค

กรณีศึกษา (Use Case):
กลุ่มธนาคารและการเงิน: การกำกับดูแลโมเดลสินเชื่อให้สามารถอธิบายเหตุผลการอนุมัติหรือปฏิเสธได้อย่างโปร่งใส

“การก้าวสู่ Intelligent Enterprise ไม่ได้วัดกันแค่การปรับใช้เทคโนโลยี แต่ต้องให้ความสำคัญกับขีดความสามารถในการสร้างระบบที่คิด วิเคราะห์ และเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้จริง องค์กรที่สามารถผสานการทำงานระหว่าง AI กับคน กระบวนการ และข้อมูลอย่างเป็นหนึ่งเดียว จะเป็นผู้กำหนดเกมในยุคถัดไป ซึ่ง บลูบิค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร ตระหนักถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ จึงมีการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในส่วนของกำลังพล เพื่อรองรับกับความต้องการในทุกมิติขององค์กรลูกค้า ” นายพชร กล่าวปิดท้าย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทฯ สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ Website : www.bluebik.com หรือติดตามข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ที่ Facebook Page : Bluebik Group และ LinkedIn : Bluebik Group
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 28 ม.ค. 2569 เวลา : 16:00:21
29-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิด (29 ม.ค.69) ลบ 7.83 จุด ดัชนี 1,331.07 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (29 ม.ค.69) ลบ 2.82 จุด ดัชนี 1,336.08 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่บริเวณ 5,600 เหรียญ

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (29 ม.ค.69) ฝุ่นละออง "ภาคเหนือ - ภาคกลาง - กรุงเทพปริมณฑล" ค่อนข้างมาก การระบายอากาศไม่ดี "ยอดดอย" หนาวถึงหนาวจัด 2 องศา

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (28 ม.ค.69) พุ่ง 221 ดอลลาร์ ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านด้วยกองเรือรบขนาดใหญ่

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (28 ม.ค.69) บวก 12.19 จุด หลังเฟดคงดอกเบี้ยตามคาด

7. ทองวันนี้ (29 ม.ค. 69) พุ่งทะลุ 8 หมื่นบาท เปิดตลาด ขึ้นพรวด 3,700 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 82,200 บาท

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.25 บาท/ดอลลาร์

9. ตลาดหุ้นไทยเปิด (29 ม.ค.69) บวก 0.63 จุด ดัชนี 1,339.53 จุด

10. ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (29 ม.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิด (28 ม.ค.69) บวก 4.45 จุด ดัชนี 1,338.90 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (28 ม.ค.69) บวก 2.61 จุด ดัชนี 1,337.06 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (28 ม.ค.69) บวก 2.61 จุด ดัชนี 1,337.06 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำแนวโน้มทิศทางขาขึ้น "Up Trend" รอย่อซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว แนวต้านอยู่ที่ระดับ 5,250-5,300 เหรียญ

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (27 ม.ค.69) บวกเล็กน้อย 10 เซนต์ หลังพุ่งติดต่อกันหลายวัน

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 29, 2026, 11:38 pm