หุ้นทอง
KCC ปี68 โตสนั่น โกยกำไร 244.90ล้านพุ่งขึ้น เฉียด200% บอร์ดใจถึงจ่ายปันผล 95 % ของกำไรสุทธิ


"KCC" โตฉ่ำหลัง ทรานส์ฟอร์ม เป็นโฮลดิ้ง เดินหน้าขยายพอร์ตลงทุน NPL - บริหารหนี้มีขอบเขตกว้างขึ้น หนุนรายได้-กำไรพุ่งก้าวกระโดด ขณะที่สถานะการเงินแข็งแกร่ง เดินหน้าลุยธุรกิจปี 69 เต็มสูบ!!! 
 
 
นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง (KCC) ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ดำเนินการลงทุนในธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เปิดเผยถึงผลดำเยินงายของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2568 ว่า บริษัทมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากการดำเนินงานเติบโตขึ้นเป็น 480.16 ล้านบาท  โตขึ้น 73% เป็น 480.16 ล้านบาท เทียบงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 244.90 ล้านบาท โตขึ้น 199% จาก 81.84 ล้านบาท  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวเกิดจากการบริหารพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพ 
 
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานสะท้อนการเติบโตเชิงคุณภาพของบริษัทอย่างชัดเจน ทั้งในมิติของการขยายพอร์ต การเพิ่มประสิทธิภาการจัดเก็บหนี้ และการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย 
 
โดยบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งมีการเข้าซื้อพอร์ตใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งหมด 252 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยังคงเป็นลูกหนี้ Corporate ที่มีหลักประกัน (Secured Portfolio) ซึ่งช่วยจำกัด Downside Risk และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์กระแสเงินสด 
 
ขณะเดียวกัน บริษัทได้เริ่มขยายตลาดไปยังลูกหนี้ประเภทอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากหลายกลุ่มสินทรัพย์ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวทาง Diversification ที่มีวินัย มุ่งเน้นการเติบโตโดยเน้นคุณภาพพอร์ตและผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return)
 
นายทวี กล่าวว่า  ด้านการบริหารจัดเก็บหนี้ บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการ Recovery ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินสดรับทั้งหมดในปี 607 ล้านบาท ซึ่งมาจากหลายช่องทาง ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ (TDR), การเจรจาปิดบัญชี และเงินที่ได้รับผ่านกระบวนการทางกฎหมายจากกรมบังคับคดี สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความหลากหลายของเครื่องมือบริหารพอร์ต ส่งผลให้การแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Cash Realization) มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตคงค้าง
 
ในด้านของโครงสร้างเงินทุน บริษัทมีการบริหารหนี้และทุนอย่างเหมาะสม มีการออกหุ้นกู้และชำระคืนได้ตามกำหนด สะท้อนถึงวินัยทางการเงินและความสามารถในการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ โครงสร้างทุนที่แข็งแรงและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ต่อเนื่อง ช่วยรองรับการขยายพอร์ตในอนาคตโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
 
“ภาพรวม ปี 2568 จึงเป็นปีที่บริษัทสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโต” และ “การควบคุมความเสี่ยง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเพิ่มพอร์ตคุณภาพ การเร่งกระแสเงินสด การรักษาวินัยด้านต้นทุน และการบริหารเงินทุนอย่างรอบคอบ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพมากขึ้น กำไรเติบโตบนฐานสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป” นายทวีกล่าว 
 
ณ สิ้นงวด 31 ธ.ค. 2568 บริษัทมี สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.75 พันล้านบาท เพิ่ม  10% จากประมาณ 2.49 พันล้านบาท เทียบงวดเดียวกันปีก่อน 
 
สะท้อนสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทมีฐานทุนมั่นคง สภาพคล่องสูง และระดับหนี้สินที่บริหารจัดการได้ พร้อมรองรับการขยายพอร์ตคุณภาพเพื่อสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนระยะยาวเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความสามารถในการแปลง NPL และ NPA เป็นกระแสเงินสดได้จริง และมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการลงทุนรอบใหม่ ขณะที่ NPL ลดลงตามวงจรบริหารหนี้ แม้มีการลงทุนซื้อพอร์ตเพิ่มระหว่างปี แต่การปิดบัญชีและเร่งรัดคดีสะท้อนความสำเร็จในการบริหารพอร์ตเชิงรุก ด้าน NPA ปรับเพิ่มขึ้นจากการรับโอนหลักประกันเข้าสู่การบริหารโดยตรง ซึ่งเป็นการสร้างทรัพย์สินสำหรับการขายในอนาคตและเป็น buffer ของกระแสเงินสด ส่วนเงินลงทุนในตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและการสร้างแหล่งรายได้เสริมในระยะถัดไป
 
ทั้งนี้  คณะกรรมการมีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.1000 บาท จำนวน618,334,317 หุ้น รวมเป็นจำนวนเงิน 61.83 ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ 95ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการของบริษัท  ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 อัตราหุ้นละ 0.0169 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 10,449,850.0 บาท  ดังนั้นคงเหลือที่ต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอีก ในอัตราหุ้นละ 0.0831 บาท เป็นจำนวนเงิน 51.38 ล้านบาท   โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569  โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD)10 มี.ค. 2569
 
นายทวีกล่าวว่า  แนวโน้มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในปี 2569 คาดว่าจะยังคงมีความสำคัญและมีบทบาทสูงในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ NPL เชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนเปราะบางและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกของปี
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 26 ก.พ. 2569 เวลา : 16:28:51
27-02-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิด (26 ก.พ. 69) บวก 17.63 จุด ดัชนี 1,533.64 จุด

2. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.90-31.20 บาท/ดอลลาร์

3. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวบริเวณ 5,190 เหรียญ หลังจากเมื่อวานย่อตัวลงไปทดสอบระดับ 5,150 เหรียญ

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (26 ก.พ.69) บวก 13.40 จุด ดัชนี 1,529.41 จุด

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (25 ก.พ.69) บวก 49.90 ดอลลาร์ นักลงทุนซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเหตุสหรัฐ-อิหร่านตึงเครียด

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (25 ก.พ.69) บวก 307.65 จุด รับแรงหนุนหุ้นกลุ่มเทคฯพุ่ง

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (26 ก.พ. 69) ปรับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 77,100 บาท

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (26 ก.พ.69) ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ / ภาคกลาง-ภาคตะวันออก ฝน 40% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-กรุงเทพปริมณฑล 30% ภาคใต้ 20%

9. ตลาดหุ้นไทยเปิด (26 ก.พ.69) บวก 19.05 จุด ดัชนี 1,535.06 จุด

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (26 ก.พ.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิด (25 ก.พ.69) บวก 25.61 จุด ดัชนี 1,516.01 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (25 ก.พ. 69) บวก 20.93 จุด ดัชนีื 1,511.33 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงมีความผันผวนสูง ประเมินกรอบระยะสั้นของราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) แนวรับ 5,150-5,120 แนวต้าน 5,200-5,240 เหรียญ

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.90-31.20 บาท/ดอลลาร์

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (25 ก.พ.69) บวก 15.65 จุด ดัชนี 1,506.05 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 27, 2026, 1:07 am