
“ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคเหนือ จากแรงหนุนของภาคบริการที่ได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัญญาณบวกจากการลงทุนของกลุ่ม EV และแนวโน้มการขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมที่เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งนี้ ควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต”
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนมีนาคม 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคเหนือ จากแรงหนุนของภาคบริการที่ได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัญญาณบวกจากการลงทุนของกลุ่ม EV และแนวโน้มการขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมที่เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งนี้ ควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 70.0 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรมที่เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้สำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาด สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 70.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของภาคบริการและการจ้างงานในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 68.9 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยในภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณบวกจากการคาดการณ์แนวโน้มการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจังหวัดลำพูน และการเตรียมการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การลดลงของฝุ่น pm 2.5 และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องทำให้ความเชื่อมั่นในภาคบริการขยายตัว
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 67.8 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคบริการที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและภาคเอกชนในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสำคัญ และภาคการจ้างงานที่คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ ส่งผลให้การจ้างงานในภาคบริการและภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 67.6 จากแรงสนับสนุนของภาคบริการและการลงทุนที่ได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประกอบกับการเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยี และพลังงานสะอาด ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 66.1 ได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเกษตรกรรมและภาคบริการ จากการกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดน และการเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนและพืชผลมูลค่าสูง ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 60.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตรกรรมเป็นสำคัญ จากความต้องการสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการสนับสนุนเกษตรกร และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 56.4 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการจ้างงานที่มีแนวโน้มดีขึ้นตามการขยายตัวของภาคบริการโรงแรมและการท่องเที่ยวและภาคการลงทุนที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายทางการเงินและการคลังของรัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต ทิศทางนโยบายของรัฐบาล ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นในระยะถัดไป
.jpg)
ข่าวเด่น