ประกัน
Scoop : "Copayment" ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เมื่อประกันสุขภาพกำลังเปลี่ยนกติกา


 

ในช่วงปี 2568 - 2569 หนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการประกันสุขภาพไทย คือ "Copayment" หรือ "การร่วมจ่าย" หลายคนได้ยินแล้วรู้สึกไม่สบายใจ บางคนถึงขั้นมองว่าเป็นการลดคุณค่าของประกันแบบเดิมที่เคย "จ่ายจบ" ได้ทั้งหมด แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป Copayment อาจไม่ใช่ตัวร้าย อย่างที่ถูกเข้าใจ หากแต่เป็นกลไกใหม่ ที่กำลังพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบประกันสุขภาพที่เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว

Copayment จาก “จ่ายแทนทั้งหมด” สู่ “ร่วมรับผิดชอบ”

Copayment คือ รูปแบบประกันสุขภาพที่ผู้เอาประกัน ต้อง “ร่วมจ่าย” ค่ารักษาพยาบาลบางส่วนตามสัดส่วนที่กำหนด เช่น 10%, 20% หรือ 30% ของค่ารักษาทั้งหมด พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ จากเดิมที่บริษัทประกัน “รับจบ” ตอนนี้กลายเป็น “ช่วยกันจ่าย” โดยในประเทศไทย ระบบนี้เริ่มถูกนำมาใช้กับกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่มีนาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อควบคุมต้นทุนและทำให้ระบบประกันมีความยั่งยืนมากขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายได้รับความนิยมสูง เพราะให้ความคุ้มครองแบบ “ไม่ต้องคิด” แต่ปัญหาที่ตามมาคือ:

• ค่าเคลมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

• ค่าเบี้ยประกันปรับขึ้นทุกปี

• คนที่ไม่เคยเคลม กลับต้องจ่ายแพงขึ้นตาม “ภาพรวมของพอร์ต”
 
ซึ่งข้อมูลในตลาดสะท้อนว่า เบี้ยประกันสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3–5% ต่อปี จากต้นทุนค่ารักษาที่สูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ ระบบเดิม “แฟร์ในภาพรวม” แต่ “ไม่แฟร์ในระดับบุคคล“ ที่อาจต้องแบกรับเบี้ยที่สูงตามพอร์ตทั้ง ๆ ที่ในปี ๆ หนึ่ง อาจไม่ได้มีการเคลมประกันเลย Copayment จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง

โดยหากเปรียบเทียบให้ชัด ระหว่างประกันแบบเหมาจ่าย vs Copaynment ก็คือ

แบบเหมาจ่าย (เดิม)

• ลูกค้า: สบาย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

• บริษัท: รับความเสี่ยงเต็ม

• เบี้ย: มีแนวโน้มขึ้นตามพอร์ต

แบบ Copayment (ใหม่)

• ลูกค้า: ต้องร่วมจ่ายบางส่วน

• บริษัท: คุมความเสี่ยงได้ดีขึ้น

• เบี้ย: มีโอกาสควบคุมได้มากกว่า

Copayment จึงไม่ใช่แย่กว่า แต่เป็นการย้ายสมดุลของความเสี่ยงจากบริษัท → กลับมาที่ผู้เอาประกันบางส่วน

แล้ว Copayment น่ากลัวจริงไหม?

ความกลัวส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เข้าใจ หลายคนคิดว่าเราต้องร่วมจ่ายทุกครั้งหรือจ่ายหนักจนไม่คุ้ม แต่ในความเป็นจริง เงื่อนไข Copayment ในไทย มักมี “Trigger” เช่น

• เคลมเกินระดับที่กำหนด

• เคลมถี่เกินไป

• ใช้บริการเกินความจำเป็น

และในบางกรณี หากพฤติกรรมการเคลมดีขึ้น อัตรา Copayment ยังสามารถ “ลดลงหรือกลับเป็น 0% ได้” ในปีถัดไป แปลว่า Copayment มันไม่ใช่บทลงโทษ หากแต่เป็น “กลไกควบคุมพฤติกรรม” ที่ทำไม่เห็นคนเคลมตามความเป็นจริง

ข้อดีที่คนมักมองข้าม

1. เบี้ยประกันเข้าถึงง่ายขึ้น
เพราะมีการแบ่งภาระค่าใช้จ่าย ทำให้เบี้ยถูกลงในหลายแผน

2. ลดปัญหาเคลมเกินจำเป็น
เมื่อมีส่วนร่วมจ่าย ผู้เอาประกันจะตัดสินใจรอบคอบขึ้น

3. ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น
ลดโอกาสที่เบี้ยจะพุ่งแรงในระยะยาว

4. แฟร์กับคนที่ไม่ค่อยเคลม
เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนของคนที่เคลมหนักเหมือนในอดีต แต่อย่างไรก็ตาม Copayment มี “ราคาที่ต้องจ่าย” เช่นกัน

• ต้องมีเงินสำรองเมื่อเข้าโรงพยาบาล

• ต้องเข้าใจเงื่อนไข trigger ของแต่ละแผน

• อาจมีข้อจำกัดเรื่องเครือข่ายโรงพยาบาล
 
ที่สำคัญคือความเสี่ยงไม่ได้หายไป แต่ “ย้ายมาอยู่ที่เงินสด ณ วันที่ต้องใช้” ดังนั้น การจะใช้ Copayment ให้เป็น หรือให้คุ้มค่า ก็ต่อเมื่อใช้อย่างเข้าใจ เช่น พิจารณาเลือกแผน ที่เงื่อนไขไม่ซับซ้อน,ใช้โรงพยาบาลใน Network ที่ประกันครอบคลุมเพื่อลดภาระ, สำรองเงินเผื่อค่าใช้จ่าย 10–30% และหลีกเลี่ยงการเคลมที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

สุดท้ายนี้ Copayment ไม่ได้เป็นการลดคุณค่าของประกัน แต่คือการ “ปรับสมดุลใหม่” ของทั้งระบบ ตามบริบทของโลกที่ค่ารักษาพยาบาลพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น โมเดลประกันแบบเดิมอาจไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป Copayment จึงไม่ใช่เรื่องของดีหรือแย่ แต่เป็นเรื่องของ “ความยั่งยืน” และสุดท้ายแล้วประกันสุขภาพในยุคใหม่ ไม่ได้มีไว้เพื่อจ่ายแทนทุกอย่าง แต่มีไว้เพื่อ “ลดความเสียหายที่เรารับไม่ไหว” ถ้าเข้าใจจุดนี้ Copayment จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว แต่จะกลายเป็น “เครื่องมือทางการเงิน” ที่ใช้ได้อย่างชาญฉลาด

LastUpdate 01/04/2569 20:19:39 โดย : Admin
02-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. มติ กบน. ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 4.11 บาท/ลิตร เป็น 17.78 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีก เพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (1 เม.ย.69) บวก 22.85 จุด ดัชนี 1,470.99 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (1 เม.ย.69) บวก 26.26 จุด ดัชนี 1,474.40 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลับมายืนเหนือระดับ 4,700 เหรียญ

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.75บาท/ดอลลาร์

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (1 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนอากาศร้อน "ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง" ร้อนจัด ภาคใต้ ฝนฟ้าคะนอง 30%

7. ทองคำนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (31 มี.ค.69) พุ่ง 121.10 ดอลลาร์ หลังวิกฤตตะวันออกกลางส่งสัญญาณคลี่คลาย

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (31 มี.ค.69) พุ่ง 1,125.37 จุด รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (1 เม.ย.69) แข็งค่าขึ้นมาก ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (1 เม.ย.69) พุ่งขี้น 1,300 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,300 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (1 เม.ย.69) บวก 20.85 จุด ดัชนี 1,468.99 จุด

12. ประกาศ กปน.: 2 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนติวานนท์ตัดถนนสามัคคี

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (31 มี.ค.69) ลบ 1.48 จุด ดัชนี 1,448.14 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (31 มี.ค.69) ลบ 2.36 จุด ดัชนี 1,447.26 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเช้าวันนี้สามารถยืนเหนือระดับ 4,600 เหรียญ ได้อีกครั้ง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 2, 2026, 9:57 am