
คาด SET แกว่งตัวขึ้น คาดหวังสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลาย โดย ปธน.ทรัมป์จะกล่าวแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับการทำสงครามอิหร่านในเช้าวันนี้ 8.00 น. (ตามเวลาไทย) ซึ่งต้องติดตามปฏิกิริยาของอิหร่านต่อจากนี้ หากไม่ส่งสัญญาณขัดแย้งก็น่าจะหนุนภาวะ risk on ได้ต่อ ขณะที่ราคาน้ำมัน-bond yield ชะลอลงต่อเนื่อง ทางเทคนิคดัชนีแกว่งซิกแซกขึ้น มีโอกาสทดสอบ 1485-1495 ส่วนการพักตัวที่ 1455-1445 ไม่ต่ำกว่ายังเป็นสัญญาณที่ดี
ประเด็นสำคัญ
• ปธน. ทรัมป์ เผย ปธน. อิหร่านติดต่อขอเจรจาหยุดยิง แต่สหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขต้องเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซก่อน แม้ทางการอิหร่านจะออกมาปฏิเสธว่าต้องการเพียงยุติสงครามไม่ใช่การหยุดยิง ระยะสั้นมองช่วยคลายกังวลเรื่องอุปทานพลังงาน หนุนบรรยากาศลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง แต่ยังลบต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP)
• กระทรวงการคลังส่งสัญญาณไม่ลดภาษีสรรพสามิตเพื่อพยุงราคาดีเซล โดยเลือกใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักเพื่อความคล่องตัว และล่าสุด กบน. ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกดีเซลอีก 3.50 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาพุ่งแตะ 44.24 บาท/ลิตร มีผลทันทีวันนี้ มองลบต่อหุ้นที่มีพลังงานเป็นต้นทุนอย่างกลุ่มขนส่งโลจิสติกส์ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจากกำลังซื้อชะลอ
• นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน (เตรียมเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ 6 เม.ย.) ชี้มีแนวทางตรึงค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 69 ไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วย หลังล่าสุด กกพ. มีมติปรับขึ้นค่าไฟเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย มองหากตรึงค่าไฟไว้จะเป็นลบต่อโรงไฟฟ้า SPP (BGRIM GPSC) เพราะรายได้ไม่สามารถปรับขึ้นแต่ต้นทุนก๊าซสูงขึ้น กดดัน SPP Margin
• กกร. ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลงเหลือ 1.2-1.6% (เดิม 1.6-2.0%) จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาพลังงานสูงและเกิด Stagflation และปรับประมาณการภาวะเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นเป็น 2.0-3.0% (เดิม 0.2-0.7%)
• จากข่าวรัฐบาลจะเริ่มเข้ามาแทรกแซงอุตสาหกรรมน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยการควบคุมค่าการกลั่น และ มาตรการอื่น ๆ เพื่อบิดเบือนกลไกตลาดน้ำมันในประเทศ มองลบต่อกลุ่มพลังงานในช่วงที่ราคาน้ำมันได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก แนะนำเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนในกลุ่มพลังงานโดยรวม และรอดูมาตรการที่กำลังจะออกมา
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET ยังผันผวนสูงจากแรงขายลดความเสี่ยงหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังตึงเครียด โดยทิศทางของ SET จะขึ้นกับผลการเจรจาเป็นสำคัญ โดยหากการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดการเผชิญหน้าทางทหารรุนแรงขึ้นคาด SET มีโอกาสปรับตัวลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมหรือต่ำกว่าที่ 1,320-1,350 จุด แต่หากบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ถาวรคาด SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบที่ 1,500-1,530 จุด สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นลงทุนและการฟื้นตัวของกำไร บจ. ที่เคยถูกกดดันจากวิกฤติพลังงานก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความผันผวนจึงทำให้กลยุทธ์ลงทุนยังแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET ยังอยู่ในโหมดระมัดระวังจากแรงกดดันด้านวิกฤติพลังงานที่อาจลามสู่ภาวะ Stagflation ทั่วโลก แต่ในความผันผวนยังมีความหวังจากการเจรจาที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กลยุทธ์ลงทุนจึงต้องเน้นความยืดหยุ่น โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุนเป็นหลัก ดังนี้
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลว แนะนำให้ถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัวและลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield พร้อมรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์ชัดเจนและราคาย่อตัวลงในระยะถัดไป ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นอย่าง PTTEP รวมทั้ง PTTGC จากส่วนต่างสเปรดกว้างขึ้นและไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยตั้งจุด Trailing Stop ไว้เสมอหากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย นอกจากนี้ยังสามารถสะสมหุ้น High Dividend (Div. Yield > 5%) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจา แนะนำให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้
1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เน้น Buy on Weakness หุ้นได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น รวมทั้งราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. ระดับบน (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมถึงหุ้น SET50 ที่เป็นเป้าหมาย Short Covering ได้แก่ LH WHA BTS AOT BDMS CPF MINT AWC HMPRO OR
2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ที่ยังทรงตัวสูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN)
3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ที่ตอบโจทย์การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA
Daily Top Picks
BBL: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสูงและมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 22 เม.ย. 69 ที่ 8 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Div. Yield ที่ 4.8% ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อปี 69 เติบโต 2-3% หนุนจากกลุ่มสินเชื่อรายใหญ่และต่างประเทศ และคาดได้ประโยชน์จาก FDI ในอาเซียนที่เพิ่มขึ้น เป้าหมายระยะสั้นที่ 171.00 บาท
MINT: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มเห็นสัญญาณยุติลงและคาดเป็นเป้าหมาย Short Covering การท่องเที่ยวในไทยและยุโรปมีแนวโน้มเป็นบวก ผลประกอบการคาดจะผ่านจุดต่ำสุดใน 1Q69 การจัดตั้งกอง REIT จะเสริมแกร่งแก่งบดุล และลดภาระหนี้และดอกเบี้ย เป้าหมายระยะสั้นที่ 22.90 บาท
ข่าวเด่น