เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : หนี้ครัวเรือนพุ่ง สะท้อนคนไทยกู้เพื่อ "เอาตัวรอด" มากกว่าลงทุนในอนาคต


ในช่วงเวลาที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาพอีกด้านหนึ่งกลับสะท้อนความจริงที่สวนทางกันอย่างชัดเจน นั่นคือ "ภาระหนี้ครัวเรือน" ที่ยังคงเพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
 
ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า และคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ประมาณ 86.7% แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเหมือน “ทรงตัว” แต่ในความเป็นจริง มันสะท้อนถึงภาระหนี้ที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเมื่อพิจารณากับตัวเลขหนี้ครัวเรือนปัจจุบันในปี 2569 ภาพดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยที่ขึ้นมาในระดับ 86.8% จัดอยู่ในกลุ่มสูงสุดของเอเชีย เป็นรองเพียง เกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนราว 89.7% และฮ่องกง ที่ประมาณ 87.9% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลข” แต่คือ “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ประเทศเหล่านั้นมีระดับรายได้เฉลี่ยและผลิตภาพแรงงานที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้และการเติบโต ส่งผลให้ระดับหนี้ที่ใกล้เคียงกัน กลับสะท้อนระดับความเปราะบางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
 
หากมองลึกลงไปในโครงสร้างของหนี้ จะพบว่า “คุณภาพของหนี้” กำลังเปลี่ยนไปอย่างน่ากังวล หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล มีมูลค่าสูงถึง 12.72 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของหนี้ทั้งหมด และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หนี้เพื่อการประกอบอาชีพกลับปรับตัวลดลงเล็กน้อย ภาพนี้สะท้อนชัดว่า ครัวเรือนไทยกำลังใช้การกู้ยืมเพื่อ “ประคองการใช้ชีวิต” มากกว่าการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจที่รายได้ของประชาชนเติบโตไม่ทันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่าย หนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างนี้ สินเชื่อระยะสั้น เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงแหล่งเงินกู้นอกระบบธนาคาร เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ และ โรงรับจำนำ จึงมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
 
แนวโน้มดังกล่าวนี้สะท้อนถึงภาวะ “ขาดสภาพคล่อง” ในระดับครัวเรือนอย่างชัดเจน ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ซึ่งเป็นลักษณะของเศรษฐกิจที่กำลังเคลื่อนจากโหมดการเติบโต ไปสู่ “โหมดเอาตัวรอด” อย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับมุมมองของนักวิชาการในไทยหลายท่านที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเชิงโครงสร้างว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคผ่านสินเชื่อ ขณะที่ผลิตภาพแรงงานและรายได้ที่แท้จริงเติบโตในอัตราที่ต่ำ เมื่อรายได้ไม่สามารถไล่ทันค่าครองชีพ หนี้จึงกลายเป็นกลไกชดเชยโดยปริยาย
 
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนผ่านคุณภาพสินเชื่อที่เริ่มเปราะบางมากขึ้น โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ในระดับสูงกว่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 9.4% ของสินเชื่อรวม โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำและสินเชื่อยานยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มการผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น สะท้อนกำลังซื้อของกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลางที่อ่อนแอลง ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยกำลังพัฒนาไปสู่ “วงจรหนี้เรื้อรัง” ที่ยากจะหลุดพ้น เมื่อครัวเรือนไม่สามารถชำระหนี้ได้เต็มจำนวน จึงเลือกชำระขั้นต่ำและก่อหนี้ใหม่เพื่อหมุนเวียนสภาพคล่อง กลายเป็นการสะสมภาระหนี้ในระยะยาวโดยไม่มีการลดลงอย่างแท้จริง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรายได้ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน
 
แม้ว่าภาครัฐและธปท.จะดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ หรือโครงการคลินิกแก้หนี้ แต่มาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นการบรรเทาภาระในระยะสั้น โดยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง เนื่องจากไม่ได้เพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ของครัวเรือน ดังนั้นในภาพรวม หนี้ครัวเรือนไทยในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความไม่สมดุลระหว่าง “รายได้” และ “ค่าครองชีพ” การที่ครัวเรือนจำนวนมากต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อดำรงชีวิต ไม่ได้สะท้อนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น หากสะท้อนถึงข้อจำกัดที่บีบให้ต้องเลือกเช่นนั้น

ท้ายที่สุด หากการแก้ไขปัญหายังมุ่งเน้นเพียงการประคองสถานการณ์ โดยไม่ปรับโครงสร้างรายได้ ยกระดับผลิตภาพแรงงาน และลดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่จะกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และทำให้ “การกู้เพื่อเอาตัวรอด” กลายเป็นความปกติใหม่ของสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 05 เม.ย. 2569 เวลา : 18:48:18
06-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 8 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ตัดถนนกาญจนาภิเษก (ด้านตะวันตก)

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (3 เม.ย.69) ดัชนี 1,454.00 จุด ลบ 11.72 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (3 เม.ย.69) ลบ 4.71 จุด ดัชนี 1,461.01 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,550 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับและดีดตัวขึ้นมาปิดที่ระดับ 4,670 เหรียญ

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (2 เม.ย.69) ลบ 61.07 จุด, ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวก คลายกังวลตะวันออกกลาง

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (2 เม.ย.69) ร่วง 133.40 ดอลลาร์ หลังทรัมป์ส่งสัญญาณไม่ชัดกรณียุติสงครามอิหร่าน

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (3 เม.ย.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้( 3 เม.ย. 69) บวก 5.07 จุดที่ดัชนี 1,470.79 จุด

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (3 เม.ย.69) ปรับขึ้น 500 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,000 บาท

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (3 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนอากาศร้อน และร้อนจัดในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง / ฝุ่นละอองมาก

11. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-32.80บาท/ดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (2 เม.ย.69) ลบ 5.27 จุด ดัชนี 1,465.72 จุด

13. ประกาศ กปน.: 7 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนรามคำแหงตัดถนนราษฎร์พัฒนา

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (2 เม.ย.69) ลบ 4.96 จุด ดัชนี 1,466.03 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลงแรงหลังจากขึ้นไปทดสอบระดับ 4,800 เหรียญ ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรอย่างรวดเร็วราว 130 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 6, 2026, 12:15 am