แบงก์-นอนแบงก์
SCB FM มองเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาหลังมีข้อตกลง หยุดยิงชั่วคราว เป็นจังหวะให้ซื้อ USDTHB ได้


กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วหลังมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ได้เสนอข้อตกลง MOU แก่อิหร่านเพื่อยุติสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลง และราคาทองคำสูงขึ้น หนุนให้เงินภูมิภาคและเงินบาทแข็งค่า SCB FM มองว่าเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าทยอยเข้าซื้อ USDTHB ได้บางส่วน เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามยังมีอยู่มากและอาจทำให้ตลาดกลับมาผันผวนได้อีก โดยในระยะสั้นที่สงครามยังไม่จบและยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เงินบาทอาจอ่อนค่าได้เล็กน้อย แต่ในระยะกลาง-ยาว มองว่าบาทจะกลับมาแข็งค่าได้ โดยมองว่าอุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลางอาจฟื้นตัวขึ้นมาราว 70-80% หลังสงครามจบลง 1-2 เดือน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาที่ราว 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่มีแนวโน้มแคบลง จะเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

 
นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งหลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ MOU แก่อิหร่านเพื่อยุติสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลง ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ดันให้สกุลเงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทกลับมาแข็งค่า อย่างไรก็ดี การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเป็นปกติ ทำให้อุปทานน้ำมันดิบและ Supply chain ที่เกี่ยวข้องยังได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนสูงตามสถานการณ์ของสงครามและข่าวที่ถูกแพร่สะพัดออกมา โดยพบว่าความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างราคาน้ำมันดิบและค่าเงินบาทปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยนับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่านขึ้น โดยในช่วงก่อนเกิดสงคราม เงินบาทไม่มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบเลย แต่หลังเกิดสงครามพบว่าค่าดัชนี correlation ปรับสูงขึ้นจากราว 25% มาเป็น 78% และในช่วงที่สงครามทวีความรุนแรง correlation ปรับสูงขึ้นกว่า 90%

ในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินบาทยังอ่อนค่ามากกว่าสกุลอื่นในภูมิภาคอีกด้วย เนื่องจาก Terms of trade ของไทย (ราคาสินค้าส่งออกเทียบต่อราคาสินค้านำเข้า) ปรับแย่ลงมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะไทยนำเข้าพลังงานซึ่งราคาปรับสูงขึ้นมาก ขณะที่ดัชนีสินค้าส่งออกของไทยปรับขึ้นได้จำกัด โดยในการศึกษาปัจจัยที่กระทบอัตราแลกเปลี่ยน มักพบว่า Terms of trade ส่งผลต่อค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ คาดว่าสงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ทั้งต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และ GDP ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.4%YOY ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้เงินบาทมี reaction ที่แรงกว่าสกุลเงินอื่น สำหรับปัจจัยในประเทศ นายแพททริกมองว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วงที่เห็นได้ชัดคือ การที่ Moody’s ปรับ Credit outlook ของไทยขึ้นเป็น Stable (จากเดิมที่ Negative) แต่ไม่ทำให้เงินบาทแข็งค่า เพราะตลาดในช่วงนั้นยังกังวลเรื่องสงครามอิหร่าน และราคาน้ำมันยังสูง จึงกดดันให้บาทอ่อนค่า ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนที่ผ่านมาออกมาสูงกว่าคาด ทั้งการส่งออกและเงินเฟ้อที่เร่งตัว แต่ก็ยังไม่ทำให้เงินบาทแข็งค่าได้อย่างมีนัย

สำหรับมุมมองในระยะต่อไป หากสงครามยังไม่จบลงในระยะสั้นนี้ และยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คาดว่าเงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อเล็กน้อย โดยมองว่ามีโอกาสที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะยังไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากอิหร่านยังไม่ต้องการยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และอาจต้องการการรับประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีอีกในอนาคต จึงทำให้น่าจะยังหาข้อสรุปไม่ได้ จึงมองกรอบเงินบาทในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 32.50-33.00 

อย่างไรก็ดีหากสงครามสิ้นสุดลง เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้ค่อนข้างเร็ว จากการศึกษาตลาดน้ำมันดิบในตะวันออกกลางและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานพบว่า หากสงครามจบได้ภายใน 1-2 เดือนจากนี้ อาจทำให้ อุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลางฟื้นตัวขึ้นมาราว 70-80% ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับย่อลงมาอยู่ที่ราว 80-90 ดอลลาร์/บาร์เรล ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง หนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ถึง 0.50-1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันที่เหลือ (production 20-30% สุดท้าย) อาจต้องใช้เวลานานกว่ามาก โดยอาจต้องรอถึงปี 2027 จึงค่อนข้างยากที่จะเห็นดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐกลับไปต่ำกว่า 95 ภายในปีนี้ ทำให้โอกาสที่บาทจะกลับไปแข็งค่าต่ำกว่า 31.00 มีต่ำเช่นกัน และอีกปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในระยะกลาง-ยาวคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่มีแนวโน้มแคบลง ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ด้วยเหตุนี้ มองกรอบเงินบาทสิ้นปีนี้ที่ราว 31.50-32.50

 
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นมาในช่วงนี้ อาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าหรือผู้ที่ต้องการลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์อาจทยอยซื้อ USDTHB ได้บางส่วน แต่ต้องจับตาว่าอิหร่านจะตอบรับข้อเสนอจากสหรัฐฯ ภายในสุดสัปดาห์นี้หรือไม่ และจับตาการประชุมระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นไปตามแผน ก็อาจทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวน และเงินบาทกลับมาอ่อนค่า ซึ่งจะเป็นจังหวะให้ผู้ส่งออกที่ต้องการขาย USDTHB ในช่วงนี้ สามารถขายได้

สำหรับมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ย มองว่านโยบายการเงินโลกมีแนวโน้มแตกต่างกันมากขึ้น โดย Fed อาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้งปลายปีนี้ จากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง และมองว่าเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว ทำให้สถานการณ์น่าจะแตกต่างจากในปี 2022-23 ที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.50% ไปสู่ระดับ 4.50% ภายในเวลา 2 ปี เพราะภาวะ Supply disruption ในปัจจุบันไม่รุนแรงเท่าในอดีต ระยะเวลาขนส่งสินค้ายังน้อยกว่า อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันต่ำกว่า และอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันสูงกว่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022-23 อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เนื่องจากทั้งสองธนาคารกลางกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากเงินเฟ้อมากกว่า โดยอาจขึ้นดอกเบี้ยได้ตั้งแต่กลางปีนี้ และอีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล นายวชิรวัฒน์มองว่า ในระยะสั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น (2-year government bond yield) ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงในช่วงที่สงครามยังไม่ยุติ แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีอาจปรับลดลงเล็กน้อยตาม inflation risk premium ที่น่าจะปรับลดลงหลังสงครามจบ นอกจากนี้ กนง. น่าจะยังคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ตลาดบอนด์ที่ price-in การขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ราว 40% อาจมี correction ทำให้ yields อาจปรับย่อลงมา สำหรับ long-term yields ของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงได้เช่นกันตามทิศทาง global bond yields แต่คาดว่าจะยังลดลงน้อยกว่า yields ของประเทศอื่น เนื่องจากยังมีความกังวลเรื่องฐานะการคลังของไทยหลังรัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติม 4 แสนล้านบาท ทำให้ Term premium ของ long-term yields จะไม่ลดลงได้มากนัก ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่า yield curve ของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงทั้งเส้น แต่ระดับความชันอาจยังใกล้เคียงเดิม
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 07 พ.ค. 2569 เวลา : 18:01:54
07-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (7 พ.ค.69) ลบ 9.38 จุด ดัชนี 1,507.53 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (7 พ.ค.69) บวก 6.61 จุด ดัชนี 1,523.52 จุด

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (6 พ.ค.69) พุ่ง 125.80 ดอลลาร์ นักลงทุนมีความหวังอิหร่าน-สหรัฐฯ บรรลุดีลสันติภาพ

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (6 พ.ค.69) พุ่ง 612.34 จุด รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้จบ

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (7 พ.ค.69) บวก 8.67 จุด ดัชนี 1,525.58 จุด

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (7 พ.ค69) พุ่งขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,750 บาท

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.10-32.35 บาท/ดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (7 พ.ค.69) อากาศร้อนในตอนกลางวัน และมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงในภาคอีสานและภาคใต้ 40% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคอื่นๆ 20%

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (7 พ.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (6 พ.ค.69) บวก 26.81 จุด ดัชนี 1,516.91 จุด

11. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (5 พ.ค.69) บวก 35.20 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน

12. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (5 พ.ค.69) บวก 356.35 จุด, S&P500 ทำนิวไฮ รับแรงซื้อหุ้นชิป AI

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (6 พ.ค.69) บวก 17.95 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,508.05 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมายืนเหนือระดับ 4,600 เหรียญ อีกครั้ง

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (6 พ.ค.69) ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางพื้นที่ 40% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง - ภาคตะวันออก 20% ภาคเหนือ - ภาคอีสาน 10%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 7, 2026, 8:02 pm