
คาด SET แกว่ง sideways ราคาน้ำมันดีดตัวกลับขึ้นมาหลังสหรัฐฯ ไม่ยอมรับข้อเสนอยุติสงครามจากอิหร่าน สะท้อนสถานการณ์ที่ยังยืดเยื้อ แต่คาดตลาดรับรู้ประเด็นนี้ไปมากแล้ว โดยน่าจะให้น้ำหนักไปที่การรายงานงบฯ 1Q69 เป็นสำคัญ ส่วนปลายสัปดาห์นี้ต้องติดตามการเยือนจีนของ ปธน. ทรัมป์ ส่วนประเด็นในประเทศวันนี้ การประชุม ครม.เศรษฐกิจ พิจารณาแผนการปรับโครงสร้างหนี้หลังออก พรก. เงินกู้ 4 แสนลบ. ทางเทคนิคดัชนีย่อพักตัว แต่หากไม่หลุด 1480 ยังดีอยู่
ประเด็นสำคัญ
• ปธน. สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำตอบต่อข้อเสนอยุติสงครามจากอิหร่านเนื่องจากประเด็นโครงการนิวเคลียร์ที่เห็นไม่ตรงกัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ช่วงเช้าวันนี้พุ่งขึ้น 4% สู่ US$103/bbl. และ DJIA Futures ปรับลงราว 170 จุด
• Bloomberg รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ สงสัยบริษัทเทคฯ ไทยอาจเป็น “Company-1” ในคำฟ้องที่ระบุว่าเป็นผู้ลักลอบส่งออกชิปขั้นสูง Nvidia ไปยังจีน เบื้องต้นเป็น Sentiment เชิงลบต่อภาพลักษณ์และบรรยากาศการเข้าลงทุน Data Center ในไทย
• รมว. คลัง เผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เห็นชอบการปรับแผน พ.ร.ก. กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยจะแบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 2 แสนล้านบาท และจะเร่งนำเสนอชุดแรกต่อ ครม. เพื่อใช้ใน “ไทยช่วยไทยพลัส” ทัน เป็น Sentiment บวกต่อกำลังซื้อภายในประเทศ บวกต่อกลุ่มค้าปลีกและไฟแนนซ์
• แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเผยว่ากำลังเตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณและส่งเสริมการออม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอายุพันธบัตร คาดว่าจะมีการชี้แจงรายละเอียดในช่วงปลาย พ.ค. นี้
• สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทยเผยสาเหตุการส่งออกไก่ชะลอตัวจากสงครามตะวันออกกลางและมาตรการจีนแบน 17 โรงงานไทยและนโยบายเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ ขณะที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอาหารสัตว์, ขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ เป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มอาหาร (GFPT, TFG)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัว Sideways โดยมีกรอบบนที่ 1530-1550 จุด เนื่องจากตลาดรับรู้พัฒนาการบวกในการเจรจาสหรัฐฯ และอิหร่านในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้จะหันกลับมาโฟกัสความชัดเจนผลการเจรจาอิหร่าน และ Big Event อย่างการเยือนจีนของ ปธน. ทรัมป์เพื่อพบปะกับ ปธน. สีจิ้นผิงในปลายสัปดาห์ ซึ่งหากออกมาในเชิงบวกจะเป็น Catalyst ต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีแรงหนุนรองรับจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนลบ. และ Thailand FastPass จาก BOI ที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ส่วนการเข้าสู่โค้งสุดท้ายประกาศงบ 1Q69 ซึ่งก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ดีกว่าตลาดคาดได้สร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ "Selective Buy"
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัว Sideways รอติดตามผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน, การพบปะกันระหว่าง ปธน. สหรัฐฯ-จีน รวมทั้งการเข้าสู่โค้งสุดท้ายประกาศงบ 1Q69 ของ บจ.ไทย กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดจะประกาศกำไร 1Q69 ออกมาเติบโตดี YoY และเติบโต YoY ต่อใน 2Q26 เราแนะนำ Outperform ได้แก่ MTC SAWAD CPALL CPN GLOBAL BEM SIRI
2. หุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power ซึ่งทนทานต่อต้นทุนและเงินเฟ้อที่สูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN)
3. หุ้น New Normal ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม "S-Curve" และได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM) นิคม (WHA AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC BANPU HMPRO GLOBAL GUNKUL)
Trading Idea: 1. หุ้นที่จะได้ประโยชน์หากสงครามจบหรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซมีพัฒนาการเชิงบวก ซึ่งจะนำไปสู่การปรับลงของราคาน้ำมัน ได้แก่ กลุ่มสายการบิน (AAV BA THAI) กลุ่มวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ (SCC SCGP) กลุ่มโรงไฟฟ้า (BGRIM GPSC) และหุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้าหมายการ Short Covering ได้แก่ MINT BDMS TIDLOR SAWAD 2. หุ้นที่สัดส่วนต่างชาติถือครองยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง (Undervalued & Underowned) ซึ่งมีโอกาสรับกระแส Fund Flow กลับมา ได้แก่ BDMS BJC CPALL HMPRO และ 3. หุ้นคาดถูกนำเข้าคำนวณ SET50/SET100 ในรอบ 2H69 (ประกาศกลาง มิ.ย. 69) โดยเบื้องต้นเราคาดจะมี 4 หุ้นที่จะถูกนำเข้า SET50 ได้แก่ BCP ITC TFG THAI และ 5 หุ้นที่จะถูกนำเข้า SET100 ได้แก่ ITC THAI THCOM TVO WHAUP ขณะที่ระมัดระวังแรงขายหุ้นที่คาดจะถูกนำออกจาก SET50 (BTS CBG OSP SAWAD) และ SET100 (DOHOME JAS JMART MOSHI SISB)
Daily Top Picks
CPN: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากผลประกอบการ 1Q69 ที่คาดว่าจะออกมาแข็งแกร่ง เราคาดเติบโต 25%YoY และ 0.1%QoQ จากจำนวนผู้ใช้บริการและยอดขายร้านค้าที่แข็งแกร่งและยอดโอนโครงการ Dusit Residences และคาดจะเติบโตต่อเนื่องใน 2Q69 เป้าหมายระยะสั้นที่ 66.50 บาท
PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้น หลังปธน. สหรัฐฯ ปฏิเสธคำตอบข้อตกลงยุติสงครามจากอิหร่าน เนื่องจากความเห็นโครงการนิวเคลียร์ยังไม่ตรงกัน ผลประกอบการ 2Q69 คาดจะแข็งแกร่งต่อเนื่องตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง เป้าหมายระยะสั้นที่ 152.00 บาท
ข่าวเด่น