เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน: ยังไม่วิกฤต แต่เปราะบางมากขึ้น


 

หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ราว 66.1% ของ GDP ณ กุมภาพันธ์ 2026 และกำลังเข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง 70%
 
• พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สะท้อนการใช้การคลังเพื่อรับมือเศรษฐกิจชะลอ ต้นทุนพลังงาน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
 
• ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่ “ระดับหนี้” เพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าสู่ภาวะ low-growth debt trap
 
• งานวิชาการจำนวนมากชี้ว่า หนี้สาธารณะอาจเริ่มกดทับการเติบโตระยะยาว หากการกู้ไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพหรือความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจได้จริง
 
• คุณภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ จึงสำคัญกว่าปริมาณการกู้เพียงอย่างเดียว
 
สถานการณ์ปัจจุบัน: หนี้ยังบริหารได้ แต่ความยืดหยุ่นทางการคลังเริ่มลดลง
 
หนี้สาธารณะไทยกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งในปี 2026 หลังรัฐบาลเดินหน้าใช้นโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตที่ชะลอลง ภาพรวมในปัจจุบันจึงไม่ได้สะท้อนเพียงระดับหนี้ที่สูงขึ้น แต่สะท้อนข้อจำกัดของรัฐในการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรอบใหม่ด้วย
 
ล่าสุด รัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือราว 66.1% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่ 70% มากขึ้น
 
ขณะเดียวกัน ไทยยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และต้องกู้ใหม่เพื่อ rollover หนี้เดิมบางส่วน ทำให้ภาระหนี้เริ่มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของนโยบายการคลังในระยะต่อไป
 
โจทย์ของรัฐจึงซับซ้อนขึ้น เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพการคลัง และการประคองความเชื่อมั่นของตลาดการเงินไปพร้อมกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานยังเป็นความเสี่ยง และภาระดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
 
จากวิกฤตโควิดสู่ข้อจำกัดระยะยาวของเศรษฐกิจไทย
 
ช่วงโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนี้สาธารณะไทย รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน จนนำไปสู่การปรับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP ในปี 2021 ในเวลานั้น การกู้เพิ่มยังถูกมองว่าเป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า
แต่ในปี 2026 ปัญหาเริ่มเปลี่ยนจากวิกฤตชั่วคราวไปสู่ข้อจำกัดระยะยาว เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการลงทุนเอกชนที่ฟื้นช้า หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย ผลิตภาพที่เติบโตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และฐานภาษีที่ยังขยายได้จำกัด 
 
ขณะที่ภาครัฐกลับมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ การดูแลค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และการรองรับสังคมสูงวัย ความเสี่ยงสำคัญจึงอาจไม่ใช่ภาวะหนี้ล้นระบบแบบฉับพลัน แต่เป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ทันภาระหนี้ ทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว
เทียบต่างประเทศ: ไม่สูงระดับโลก แต่สูงในอาเซียน
 
หนี้สาธารณะไทยที่ประมาณ 66% ของ GDP ยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้เกิน 100% และ 200% ของ GDP ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบเพียงตัวเลขหนี้ต่อ GDP อาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมดประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากมีข้อได้เปรียบที่ไทยยังไม่มี ทั้งตลาดการเงินที่ลึกกว่า ความสามารถในการกู้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า ฐานรายได้ภาครัฐที่แข็งแรงกว่า รวมถึงสถานะของสกุลเงินที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับโลก ทำให้สามารถรองรับระดับหนี้ที่สูงกว่าได้มากกว่าไทย
 
หากเทียบในอาเซียน ไทยถือว่ามีสัดส่วนหนี้ค่อนข้างสูง เพราะหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะอยู่เพียงประมาณ 25–40% ของ GDP 

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากเกิดวิกฤตใหม่ในอนาคต ไทยอาจมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

จุดแข็งด้านเสถียรภาพยังมี แต่แรงกดดันในประเทศเพิ่มขึ้น
 
จุดแข็งสำคัญของไทยคือ หนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นหนี้สกุลเงินบาทและกู้ภายในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับต่ำ และลดโอกาสเกิดวิกฤตหนี้ต่างประเทศแบบที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ
 
อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้กำลังกระจุกตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ทั้งธนาคาร กองทุน บริษัทประกัน และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้งบประมาณบางส่วนถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น และเหลืองบสำหรับการลงทุนระยะยาวน้อยลง
 
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ crowding out effect หรือภาวะที่ภาครัฐกู้เงินจำนวนมากจนเริ่มเบียดการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รวมถึงอาจทำให้ต้นทุนทางการเงินในระบบสูงขึ้นในระยะยาว ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้กระทบเพียงตัวเลขทางการคลัง แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโอกาสการลงทุน การขยายสวัสดิการ และภาระภาษีของประชาชนในอนาคตหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน: ยังไม่วิกฤต แต่เปราะบางมากขึ้น 
 
Key Takeaways
 
• หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ราว 66.1% ของ GDP ณ กุมภาพันธ์ 2026 และกำลังเข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง 70%
 
• พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สะท้อนการใช้การคลังเพื่อรับมือเศรษฐกิจชะลอ ต้นทุนพลังงาน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
 
• ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่ “ระดับหนี้” เพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าสู่ภาวะ low-growth debt trap
 
• งานวิชาการจำนวนมากชี้ว่า หนี้สาธารณะอาจเริ่มกดทับการเติบโตระยะยาว หากการกู้ไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพหรือความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจได้จริง
 
• คุณภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ จึงสำคัญกว่าปริมาณการกู้เพียงอย่างเดียว
 
สถานการณ์ปัจจุบัน: หนี้ยังบริหารได้ แต่ความยืดหยุ่นทางการคลังเริ่มลดลง
 
หนี้สาธารณะไทยกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งในปี 2026 หลังรัฐบาลเดินหน้าใช้นโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตที่ชะลอลง ภาพรวมในปัจจุบันจึงไม่ได้สะท้อนเพียงระดับหนี้ที่สูงขึ้น แต่สะท้อนข้อจำกัดของรัฐในการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรอบใหม่ด้วย
 
ล่าสุด รัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือราว 66.1% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่ 70% มากขึ้น
 
ขณะเดียวกัน ไทยยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และต้องกู้ใหม่เพื่อ rollover หนี้เดิมบางส่วน ทำให้ภาระหนี้เริ่มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของนโยบายการคลังในระยะต่อไป
 
โจทย์ของรัฐจึงซับซ้อนขึ้น เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพการคลัง และการประคองความเชื่อมั่นของตลาดการเงินไปพร้อมกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานยังเป็นความเสี่ยง และภาระดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
 
จากวิกฤตโควิดสู่ข้อจำกัดระยะยาวของเศรษฐกิจไทย
 
ช่วงโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนี้สาธารณะไทย รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน จนนำไปสู่การปรับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP ในปี 2021 ในเวลานั้น การกู้เพิ่มยังถูกมองว่าเป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า
แต่ในปี 2026 ปัญหาเริ่มเปลี่ยนจากวิกฤตชั่วคราวไปสู่ข้อจำกัดระยะยาว เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการลงทุนเอกชนที่ฟื้นช้า หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย ผลิตภาพที่เติบโตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และฐานภาษีที่ยังขยายได้จำกัด 
 
ขณะที่ภาครัฐกลับมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ การดูแลค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และการรองรับสังคมสูงวัย ความเสี่ยงสำคัญจึงอาจไม่ใช่ภาวะหนี้ล้นระบบแบบฉับพลัน แต่เป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ทันภาระหนี้ ทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว
เทียบต่างประเทศ: ไม่สูงระดับโลก แต่สูงในอาเซียน
 
หนี้สาธารณะไทยที่ประมาณ 66% ของ GDP ยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้เกิน 100% และ 200% ของ GDP ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบเพียงตัวเลขหนี้ต่อ GDP อาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมดประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากมีข้อได้เปรียบที่ไทยยังไม่มี ทั้งตลาดการเงินที่ลึกกว่า ความสามารถในการกู้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า ฐานรายได้ภาครัฐที่แข็งแรงกว่า รวมถึงสถานะของสกุลเงินที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับโลก ทำให้สามารถรองรับระดับหนี้ที่สูงกว่าได้มากกว่าไทย
 
หากเทียบในอาเซียน ไทยถือว่ามีสัดส่วนหนี้ค่อนข้างสูง เพราะหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะอยู่เพียงประมาณ 25–40% ของ GDP 

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากเกิดวิกฤตใหม่ในอนาคต ไทยอาจมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

จุดแข็งด้านเสถียรภาพยังมี แต่แรงกดดันในประเทศเพิ่มขึ้น
 
จุดแข็งสำคัญของไทยคือ หนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นหนี้สกุลเงินบาทและกู้ภายในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับต่ำ และลดโอกาสเกิดวิกฤตหนี้ต่างประเทศแบบที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ
 
อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้กำลังกระจุกตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ทั้งธนาคาร กองทุน บริษัทประกัน และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้งบประมาณบางส่วนถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น และเหลืองบสำหรับการลงทุนระยะยาวน้อยลง
 
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ crowding out effect หรือภาวะที่ภาครัฐกู้เงินจำนวนมากจนเริ่มเบียดการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รวมถึงอาจทำให้ต้นทุนทางการเงินในระบบสูงขึ้นในระยะยาว ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้กระทบเพียงตัวเลขทางการคลัง แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโอกาสการลงทุน การขยายสวัสดิการ และภาระภาษีของประชาชนในอนาคต

ความเสี่ยงสำคัญ: วงจรโตต่ำและหนี้สูง

ในทางเศรษฐศาสตร์ หนี้สาธารณะสามารถมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอหรืออุปสงค์ต่ำ แนวคิดของ Elmendorf และ Mankiw อธิบายว่า การขาดดุลงบประมาณสามารถช่วยเพิ่มรายได้ในระบบ เพิ่มอุปสงค์ และช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจยังอยู่ต่ำกว่าศักยภาพ
 
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวอาจแตกต่างออกไป หากการกู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถสร้างผลิตภาพหรือการลงทุนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจได้จริง งานวิชาการชี้ว่า หนี้ที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินออมของประเทศลดลง อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น การลงทุนภาคเอกชนชะลอลง และสุดท้ายกระทบต่อผลิตภาพแรงงานและการเติบโตระยะยาว
 
ภาวะ low-growth debt trap เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าเกินกว่าจะรองรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องกู้เพิ่มเพื่อพยุงเศรษฐกิจต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และลดความยืดหยุ่นทางการคลังลงเรื่อย ๆ
 
งานวิชาการยังชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหนี้กับการเติบโตไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป และระดับหนี้ที่เริ่มสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจ คุณภาพสถาบัน และองค์ประกอบของหนี้ในแต่ละประเทศ
 
งานศึกษาบางชิ้นที่อ้างอิงกลุ่มประเทศ OECD ประเมินว่า ระดับหนี้ที่เริ่มส่งผลกดดันต่อการเติบโตอาจอยู่ในช่วงประมาณ 43–63% ของ GDP แม้จะไม่มีระดับหนี้ตายตัวที่ใช้ได้กับทุกประเทศ


ความเสี่ยงสำคัญ: วงจรโตต่ำและหนี้สูง

ในทางเศรษฐศาสตร์ หนี้สาธารณะสามารถมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอหรืออุปสงค์ต่ำ แนวคิดของ Elmendorf และ Mankiw อธิบายว่า การขาดดุลงบประมาณสามารถช่วยเพิ่มรายได้ในระบบ เพิ่มอุปสงค์ และช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจยังอยู่ต่ำกว่าศักยภาพ
 
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวอาจแตกต่างออกไป หากการกู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถสร้างผลิตภาพหรือการลงทุนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจได้จริง งานวิชาการชี้ว่า หนี้ที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินออมของประเทศลดลง อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น การลงทุนภาคเอกชนชะลอลง และสุดท้ายกระทบต่อผลิตภาพแรงงานและการเติบโตระยะยาว
 
ภาวะ low-growth debt trap เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าเกินกว่าจะรองรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องกู้เพิ่มเพื่อพยุงเศรษฐกิจต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และลดความยืดหยุ่นทางการคลังลงเรื่อย ๆ
 
งานวิชาการยังชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหนี้กับการเติบโตไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป และระดับหนี้ที่เริ่มสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจ คุณภาพสถาบัน และองค์ประกอบของหนี้ในแต่ละประเทศ
 
งานศึกษาบางชิ้นที่อ้างอิงกลุ่มประเทศ OECD ประเมินว่า ระดับหนี้ที่เริ่มส่งผลกดดันต่อการเติบโตอาจอยู่ในช่วงประมาณ 43–63% ของ GDP แม้จะไม่มีระดับหนี้ตายตัวที่ใช้ได้กับทุกประเทศ
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 12 พ.ค. 2569 เวลา : 04:17:55
12-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (11 พ.ค.69) ลบ 11.07 จุด ดัชนี 1,489.29 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบบริเวณ 4,690 - 4,720 เหรียญ

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (11 พ.ค.69) ลบ 6.61 จุด ดัชนี 1,493.75 จุด

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.50 บาท/ดอลลาร์

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (11 พ.ค.69) ลดลง 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,700 บาท

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (11 พ.ค.69) บวก 5.95 จุด ดัชนี 1,506.31 จุด

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (11 พ.ค.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (11 พ.ค.69) อากาศร้อนและมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ในภาคเหนือ-ภาคใต้ 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 40% ภาคอีสาน 20%

9. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (8 พ.ค.69) ลบ 7.17 จุดดัชนี 1,500.36 จุด

10. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (8 พ.ค.69) ลบ 1.01 จุด ดัชนี 1,506.52 จุด

11. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมายืนเหนือระดับ 4,700 เหรียญ อีกครั้ง

12. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.45 บาท/ดอลลาร์

13. พยากรณ์อากาศวันนี้ (8 พ.ค.69) ทั่วไทยฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น กับมีลมกระโชกแรง / กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝน 60% ภาคกลาง 40%

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (7 พ.ค.69) บวก 16.60 ดอลลาร์ นักลงทุนยังคาดหวังดีลสันติภาพอิหร่าน

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (7 พ.ค.69) ลบ 313.62 จุด กังวลความไม่แน่นอนเจรจาสันติภาพสหรัฐและอิหร่าน

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 12, 2026, 4:58 am