• ภาษีมรดกไม่ใช่เพียงเรื่องรายได้รัฐ แต่คือคำถามว่า “ความมั่งคั่ง” ควรถูกส่งต่อข้ามรุ่นได้มากเพียงใด
• หลายประเทศใช้ภาษีมรดกเป็นเครื่องมือจำกัดการกระจุกตัวของทรัพย์สินและรักษาความเท่าเทียมของโอกาส
• ไทยจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราต่ำและมีฐานภาษีแคบ ทำให้บทบาทยังเป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่ากลไกกระจายความมั่งคั่งจริงจัง
เมื่อทายาทตระกูล Samsung ต้องจ่ายภาษีมรดกมูลค่ากว่า 12 ล้านล้านวอน หรือราว 2.66 แสนล้านบาท โลกไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียง “ข่าว”
เพราะนี่คือการชำระภาษีมรดกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ และมีมูลค่าเทียบเท่าราว 1.5 เท่าของรายได้ภาษีมรดกรวมของประเทศในปี 2024
ภาษีมรดก (Inheritance Tax): ภาษีที่ “แตะต้องความรู้สึก” มากที่สุด
เมื่อผู้สร้างธุรกิจรุ่นแรกเริ่มส่งต่อทรัพย์สินและธุรกิจให้คนรุ่นถัดไป สิ่งที่ถูกส่งต่อไม่ใช่เพียงบ้าน หุ้น หรือที่ดิน แต่คือ “โอกาสในชีวิต” และ “ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ที่จะติดตัวคนรุ่นถัดไปด้วย
เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านภาษี แต่สะท้อนคำถามสำคัญในระบบทุนนิยมว่า ทรัพย์สินและอำนาจทางเศรษฐกิจควรถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้มากเพียงใด
แนวคิดเรื่อง “ความเท่าเทียมของโอกาส” จึงกลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการถกเถียงเรื่องภาษีมรดก
แม้แต่ Warren Buffett ยังเคยเปรียบเทียบการส่งต่อมรดกมหาศาลว่า “เหมือนการเลือกนักกีฬาโอลิมปิกจากลูกของเจ้าของเหรียญทอง” เพื่อชี้ว่า ระบบทุนนิยมควรเปิดโอกาสให้ผู้คนสร้างตัวจากความสามารถ มากกว่าชาติกำเนิด
และนี่คือจุดที่รัฐใช้ภาษีมรดกเป็นเครื่องมือถ่วงดุลระหว่างสิทธิของครอบครัวกับความเท่าเทียมของสังคม
จากกองทุนทหาร สู่เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ
แนวคิดภาษีมรดกมีรากย้อนไปถึงจักรวรรดิโรมัน เมื่อจักรพรรดิออกุสตัสจัดเก็บภาษีมรดกเพื่อดูแลทหารผ่านศึก ก่อนที่ในยุคสมัยใหม่ ประเทศยุโรปจะพัฒนาภาษีนี้ให้กลายเป็นเครื่องมือจัดการการกระจุกตัวของทรัพย์สินอย่างจริงจัง
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ภาษีมรดกตั้งอยู่บน 3 หลักการสำคัญ
1. Meritocracy – ความสำเร็จควรมาจากความสามารถ มากกว่าชาติกำเนิด
2. Social Contract – ทรัพย์สินจำนวนมากเติบโตขึ้นได้ เพราะโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และระบบเศรษฐกิจที่รัฐและสังคมร่วมกันสร้างไว้
3. Preventing Wealth Stagnation – การป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเดิมนานเกินไป และช่วยให้ทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ประเทศที่เก็บภาษีมรดกสูงที่สุดในโลก
หลายประเทศเลือกตั้ง “อัตราภาษีสูงสุด” ในระดับสูง เพื่อจำกัดการกระจุกตัวของทรัพย์สินระยะยาว
ญี่ปุ่น: สูงสุด 55%
สูงที่สุดในโลก จากแนวคิดว่าการส่งต่อทรัพย์สินจำนวนมากอาจลดแรงจูงใจของคนรุ่นใหม่ในการสร้างตัวเอง อีกทั้งญี่ปุ่นยังเป็นสังคมสูงวัยที่รัฐต้องแบกรับภาระสวัสดิการจำนวนมาก
เกาหลีใต้: 50%
ภาษีมรดกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการสืบทอดอำนาจของ Chaebol หรือกลุ่มทุนครอบครัวขนาดใหญ่
เยอรมนี: 50%
แม้อัตราสูง แต่เปิดทางลดหย่อนจำนวนมากให้ธุรกิจครอบครัว หากทายาทยังรักษากิจการและการจ้างงานต่อไปได้
ฝรั่งเศส: 45%
และหากเป็นญาติหรือบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด อัตราภาษีจะสูงขึ้นอีก
สหรัฐฯ / สหราชอาณาจักร / เนเธอร์แลนด์: 40%
ตัวเลขเหล่านี้มักเป็นเพียง “อัตราสูงสุดตามกฎหมาย” ไม่ใช่อัตราที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเผชิญจริง
แม้อัตราสูง แต่หลายประเทศก็มี “ทางออก”
แม้หลายประเทศจะใช้อัตราภาษีสูง แต่แทบทั้งหมดก็ออกแบบ “เกณฑ์ยกเว้น” หรือมาตรการลดหย่อน เพื่อไม่ให้ภาระตกกับคนชั้นกลางมากเกินไป
ญี่ปุ่น ยกเว้น 30 ล้านเยนแรก และเพิ่มอีก 6 ล้านเยนต่อทายาทหนึ่งคน
สหรัฐฯ ยกเว้นมรดกมูลค่ากว่า 13–15 ล้านดอลลาร์ต่อคน ทำให้มีเพียงมหาเศรษฐีส่วนน้อยที่เข้าสู่ระบบภาษี
อังกฤษ มีระบบ Nil Rate Band ที่ยกเว้นพื้นฐาน 325,000 ปอนด์ และเพิ่มเป็น 500,000 ปอนด์ หากส่งต่อบ้านพักอาศัยให้ลูกหลาน
ฝรั่งเศส ยกเว้นคู่สมรสทั้งหมด และให้บุตรยกเว้น 100,000 ยูโรต่อคน
เยอรมนี อนุญาตให้ลดหย่อนจำนวนมาก หากธุรกิจยังดำเนินกิจการและรักษาการจ้างงานไว้ได้
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า แม้รัฐต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็พยายามไม่ให้ภาษีกลายเป็นภาระหนักเกินไปต่อครอบครัวทั่วไป หรือกระทบธุรกิจที่ยังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจ
ภาษีมรดกสร้างรายได้ให้รัฐมากแค่ไหน?
แม้ภาษีมรดกจะถูกพูดถึงอย่างมากในเชิงการเมืองและความเหลื่อมล้ำ แต่ในทางปฏิบัติ รายได้จากภาษีประเภทนี้กลับไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับภาษีประเภทอื่น
ข้อมูลของ OECD ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ภาษีมรดกและภาษีการให้ สร้างรายได้เพียงประมาณ 0.5% ของรายได้ภาษีทั้งหมดของประเทศสมาชิก OECD เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม บางประเทศสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน
เกาหลีใต้ มีรายได้จากภาษีมรดกสูงที่สุดในกลุ่ม OECD คิดเป็นประมาณ 1.6% ของรายได้ภาษีทั้งหมด
ส่วน เบลเยียม ฝรั่งเศส และ ญี่ปุ่น ต่างมีสัดส่วนรายได้จากภาษีมรดกมากกว่า 1% ของรายได้ภาษีรวม สาเหตุสำคัญมาจากอัตราภาษีที่สูง ฐานภาษีที่กว้าง และมูลค่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
โลกอีกด้าน: ประเทศที่เลือก “ไม่เก็บภาษีมรดก”
บางประเทศไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก เพราะให้ความสำคัญกับการดึงดูดเงินทุน การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการดึงดูดผู้มีความมั่งคั่งจากทั่วโลก
ประเทศอย่าง ???????? สิงคโปร์ ???????? ออสเตรเลีย และ ???????? แคนาดา จึงเลือกใช้แนวทางภาษีที่แตกต่างออกไป
สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า แต่ละประเทศมีวิธีมองบทบาทของภาษีมรดกต่างกัน ตามแนวคิดเศรษฐกิจ สังคม และเป้าหมายของประเทศนั้น ๆ
ภาษีแห่งความเป็นธรรม หรือภาษีซ้ำซ้อน?
ในความเป็นจริง ภาษีมรดกยังเป็นหนึ่งในภาษีที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในโลก
ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หากไม่มีภาษีประเภทนี้ ทรัพย์สินจำนวนมหาศาลอาจถูกส่งต่ออยู่ในกลุ่มครอบครัวเดิมต่อเนื่องหลายรุ่น จนระบบเศรษฐกิจสูญเสีย “การแข่งขันที่เท่าเทียม” และเปิดทางให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีอิทธิพลเหนือสังคมมากขึ้น
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่า รัฐไม่ควรมีสิทธิแตะต้องทรัพย์สินที่เจ้าของสร้างมาทั้งชีวิตเพื่อส่งต่อให้ลูกหลาน และมองว่าภาษีมรดกคือ “ภาษีซ้ำซ้อน” เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นอาจเคยถูกเก็บภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล หรือภาษีทรัพย์สินมาแล้วตลอดชีวิต
ภาวะ Asset Rich, Cash Poor
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมากคือ กรณีที่ทายาทมีทรัพย์สินจำนวนมากในรูปที่ดิน หุ้น หรือธุรกิจ แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอจ่ายภาษี จนต้องรีบขายทรัพย์สินหรือขายกิจการในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
ขณะเดียวกัน โลกยุคใหม่ยังเผชิญความท้าทายในการจัดเก็บภาษีจาก Digital Assets เช่น Bitcoin หรือ NFT เพราะหากทายาทไม่มีรหัสผ่านทรัพย์สินเหล่านี้อาจหายไปจากระบบภาษีตลอดกาล
บริบทไทย: ภาษีเชิงสัญลักษณ์ มากกว่ากลไกกระจายทรัพย์สิน
ไทยเริ่มจัดเก็บภาษีมรดกอย่างจริงจังในปี 2016 โดยกำหนดเกณฑ์ยกเว้นที่ 100 ล้านบาท และเก็บในอัตราเพียง 5% สำหรับทายาทสายตรง และ 10% สำหรับบุคคลอื่น
รายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จริงอยู่เพียงเฉลี่ยปีละประมาณ 400–500 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทย ถือว่าน้อยมาก
อีกทั้งในทางปฏิบัติ ผู้มีทรัพย์สินจำนวนมากยังสามารถวางแผนภาษีผ่านบริษัทโฮลดิ้ง การโอนทรัพย์สินล่วงหน้า หรือการใช้ภาษีการให้ (Gift Tax) เพื่อลดภาระภาษีได้ ทำให้ภาษีมรดกไทยมีลักษณะเป็น “สัญลักษณ์ทางนโยบาย” มากกว่าการเป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งอย่างจริงจัง
บทสรุป: ระหว่างสิทธิของครอบครัว กับความเท่าเทียมของสังคม
ท้ายที่สุด ภาษีมรดกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขหรือกฎหมายภาษี แต่เชื่อมโยงไปถึงคำถามสำคัญว่า สังคมควรเปิดให้ทรัพย์สินและอำนาจทางเศรษฐกิจถูกถ่ายทอดข้ามรุ่นได้มากเพียงใด
และในโลกที่ความมั่งคั่งกำลังกระจุกตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ โจทย์นี้อาจยิ่งตอบได้ยากขึ้นว่า เราควรให้น้ำหนักกับ “สิทธิในการส่งต่อทรัพย์สิน” หรือ “ความเท่าเทียมของโอกาส” มากกว่ากัน
ข่าวเด่น