เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : จากสหรัฐ - อิหร่าน สู่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังเปลี่ยนแผนที่พลังงานโลก


                 By วิภาดา จิณณวาโส
 
เมื่อพูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นภาพของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทุกครั้งที่เกิดสงคราม แต่หากมองลึกลงไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้อาจมีความหมายมากกว่าการปรับขึ้นของราคาพลังงานเพียงชั่วคราว เพราะเบื้องหลังความผันผวนของตลาดน้ำมัน โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ “ภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงาน” ที่อาจส่งผลต่อการลงทุน การค้า และเศรษฐกิจโลกไปอีกหลายปี

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐและอิหร่าน กลับมายกระดับอีกครั้ง หลังการโจมตีตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินต่อเนื่อง จนตลาดเริ่มกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามไปกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง (Red Sea) ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานระหว่างตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย โดยผลที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานว่าปริมาณน้ำมันโลกหายไปจากระบบอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม

ซึ่งการที่ตลาดโลกตอบสนองรวดเร็ว ทั้งที่น้ำมันยังคงผลิตและส่งออกได้ตามปกติในหลายพื้นที่ มีเหตุผลมาจากกลไกของตลาดพลังงาน ที่ไม่ได้รอให้ปัญหาเกิดขึ้นจริงก่อนจึงค่อยปรับตัว แต่จะสะท้อน “ความเสี่ยงในอนาคต” ลงในราคาสินทรัพย์ล่วงหน้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้ ไม่ได้สะท้อนว่าน้ำมันกำลังขาดแคลน แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินว่า “อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้” หากความขัดแย้งยกระดับจนกระทบต่อการขนส่งพลังงาน

ในตลาดการเงิน นักลงทุนเรียกต้นทุนส่วนนี้ว่า Risk Premium หรือ “ส่วนเพิ่มของราคาเพื่อชดเชยความเสี่ยง” ยิ่งความไม่แน่นอนสูง ราคาน้ำมันก็ยิ่งมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น แม้ปริมาณน้ำมันในตลาดจะยังไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ราคาน้ำมันมักตอบสนองต่อข่าวด้านภูมิรัฐศาสตร์รวดเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานจริง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวลในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ หากแต่เป็น “ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์” ของพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง แม้มองอย่างผิวเผิน ช่องแคบ   ฮอร์มุซ อาจเป็นพื้นที่เล็กบนแผนที่โลก แต่กลับมีบทบาทอย่างมหาศาลต่อระบบพลังงานโลก เพราะเป็นทางออกสู่ทะเลของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และอิหร่าน น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจำนวนมากต้องผ่านเส้นทางแห่งนี้ก่อนเดินทางไปยังผู้บริโภคทั่วโลก นั่นหมายความว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก แม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ตลาดก็ย่อมกังวลทันทีว่าอุปทานพลังงานโลกอาจได้รับผลกระทบ

แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในปีนี้แตกต่างจากหลายครั้งก่อน คือ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น อ้างอิงจากทางสำนักข่าว Reuters ที่ได้รายงานว่า ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งอาจลุกลามไปยัง ทะเลแดง ผ่านการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งหากเส้นทางดังกล่าวได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จะหมายความว่าโลกอาจเผชิญแรงกดดันต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญถึงสองจุดในเวลาเดียวกัน แม้ว่าทั้งสองพื้นที่จะอยู่คนละตำแหน่งบนแผนที่ แต่ต่างเชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายการขนส่งพลังงานของโลก หากช่องแคบฮอร์มุซเป็นประตูที่น้ำมันไหลออกจากอ่าวเปอร์เซีย ทะเลแดงก็เปรียบเสมือนทางผ่านสำคัญที่เชื่อมการขนส่งไปยังคลองสุเอซและยุโรป

โดยเมื่อเส้นทางหนึ่งเริ่มมีความเสี่ยง ต้นทุนการขนส่ง ประกันภัย และค่าระวางเรือก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่หากทั้งสองเส้นทางได้รับผลกระทบพร้อมกัน ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมัน หากแต่อาจลามไปยังต้นทุนของสินค้า การขนส่ง และเงินเฟ้อในหลายประเทศทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ตลาดกำลังประเมินจึงไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันในวันนี้ แต่เป็นความสามารถของโลกในการรักษาความต่อเนื่องของ “ห่วงโซ่อุปทานพลังงาน” ในอนาคต และเมื่อความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำมันที่ลดลง แต่เกิดจาก “เส้นทางที่น้ำมันต้องเดินทางผ่าน” สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่ว่าโลกของเราจะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ หากแต่คือ โลกจะส่งน้ำมันไปถึงผู้บริโภคได้อย่างมั่นคงเพียงใด ซึ่งคำถามนี้เอง กำลังทำให้บริษัทพลังงานระดับโลกเริ่มคิดใหม่เกี่ยวกับการลงทุน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่หันมาให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงของเส้นทางขนส่งมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

โดยในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ บริษัทน้ำมันตะวันตกหลายแห่ง เช่น Chevron, BP และ ConocoPhillips ได้มีการประกาศลงนามข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจด้านพลังงานในอิรัก รวมมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ระบบท่อส่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ในมุมหนึ่ง ข่าวนี้อาจดูเหมือนการลงทุนตามปกติของอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่หากพิจารณาให้ลึกขึ้น จะพบว่าการลงทุนครั้งนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดด้านพลังงานโลก

เพราะสิ่งที่บริษัทเหล่านี้กำลังลงทุน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการสร้าง “ความยืดหยุ่น” ให้กับระบบพลังงาน ซึ่งในรายละเอียดข้อตกลงที่เห็นได้ชัด คือการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการท่อส่งน้ำมันจากอิรักไปยังชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านซีเรีย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะช่วยให้น้ำมันบางส่วนสามารถส่งออกได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่า ณ ขณะนี้ โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา แต่ก็สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า บริษัทพลังงานเริ่มมองเรื่อง “เส้นทางขนส่ง” เป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ไม่ต่างจากแหล่งน้ำมัน จากที่ในอดีต บริษัทน้ำมันแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เพราะเชื่อว่าผู้ที่สามารถผลิตได้ถูกกว่าจะมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยกำหนดต้นทุนทางเศรษฐกิจ สมการดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป เพราะต่อให้มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่เพียงใด หากเส้นทางขนส่งมีความเสี่ยงสูง หรืออาจหยุดชะงักจากความขัดแย้ง การลงทุนก็ย่อมเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกพลังงานตอนนี้ ทำให้คำว่า Energy Security หรือ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” มีความหมายกว้างกว่าเดิม จากเดิมที่มักหมายถึงการมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการ วันนี้กลับครอบคลุมถึงความสามารถในการขนส่งพลังงานได้อย่างต่อเนื่องปลอดภัย และไม่ขึ้นอยู่กับจุดเสี่ยงเพียงแห่งเดียว ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมันแต่เพียงเท่านั้น เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นบริษัทจำนวนมากกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศเดียว ผ่านแนวคิดอย่าง China+1 หรือ Friend-shoring เพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน

เพียงแต่วันนี้ แนวคิดเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับภาคพลังงาน จากเดิมที่โลกพยายามเพิ่มกำลังการผลิต วันนี้โลกกำลังลงทุนเพื่อกระจายเส้นทางการขนส่ง ลดการพึ่งพาคอขวดสำคัญ และสร้างระบบที่สามารถรองรับวิกฤตได้มากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากอดีตเป็นการแข่งขันเรื่อง “ใครมีน้ำมันมากกว่า” ปัจจุบันการแข่งขันกำลังเปลี่ยนเป็น “ใครสามารถส่งน้ำมันได้มั่นคงกว่า”

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงานย่อมส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันที่ผันผวนอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่ง ค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต และอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน หากต้นทุนประกันภัยและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงของเส้นทางเดินเรือ ก็อาจกระทบต่อราคาสินค้านำเข้าและต้นทุนของภาคธุรกิจในวงกว้าง นั่นหมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงข่าวต่างประเทศที่อยู่ห่างไกล แต่เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกับค่าครองชีพและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุด สิ่งที่โลกกำลังเผชิญอาจไม่ใช่วิกฤตราคาน้ำมัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะในวันที่ความเสี่ยงย้ายจาก “แหล่งผลิต” มาสู่ “เส้นทางขนส่ง” ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ใครมีน้ำมันมากที่สุด แต่อยู่ที่ใครสามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และนั่นคือเหตุผลที่ “ภูมิรัฐศาสตร์” กำลังเปลี่ยนแผนที่พลังงานของโลก โดยทำให้ความมั่นคงของเส้นทางขนส่งมีความสำคัญไม่แพ้ปริมาณน้ำมันที่อยู่ใต้พื้นดิน

LastUpdate 19/07/2569 21:55:05 โดย : Admin
21-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) บวก 6.96 จุด ดัชนี 1,646.00 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (20 ก.ค.69) ลบ 2.08 จุด ดัชนี 1,636.96 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำยังผันผวนบริเวณ 4,000 เหรียญ แม้หลุดระดับดังกล่าวหลายครั้ง แต่ยังมีแรงซื้อกลับเข้าพยุงราคา

4. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) ลบ 0.52 จุด ดัชนี 1,638.52 จุด

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (20 ก.ค.69) ปรับลดลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,650 บาท

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ก.ค.69) ประเทศไทยฝนลดลงจากมรสุมมีกำลังอ่อนลง ภาคเหนือ ฝน 30% ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ 20% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 10%

7. ทีทีบี ระบุค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 33.30-33.90 บาทต่อดอลลาร์ จับตาปัจจัยตะวันออกกลาง เงินทุนต่างชาติ และทิศทางเฟดกดดันตลาดเงิน

8. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.30-34.00 ราคาน้ำมันพุ่งรอบใหม่ กดดันบาทอ่อน

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนบรรทัดทอง

12. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนประเสริฐมนูกิจตัดถนนนวมินทร์

13. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง

14. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ก.ค.69) บวก 3.75 จุด ดัชนี 1,639.04 จุด

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ก.ค.69) บวก 0.76 จุด ดัชนี 1,636.05 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 21, 2026, 2:46 am