ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) นำโดย ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าพบ นายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสในการต่อยอดยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการเงินอิสลาม เศรษฐกิจฮาลาล และการเชื่อมโยงภาคธุรกิจระหว่างไทยและอินโดนีเซีย พร้อมเรียนเชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนจากอินโดนีเซียเข้าร่วม กิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Programs) ภายใต้การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้

ในการพบปะ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเงินอิสลามของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะการใช้ ศุกูก (Sukuk) ตราสารทางการเงินตามหลักชะรีอะฮ์ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือระดมทุนและเชื่อมโยงการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพและให้ความสนใจในด้านการเงินอิสลาม รวมถึงการนำประสบการณ์และองค์ความรู้ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีระบบนิเวศด้านการเงินอิสลามและเศรษฐกิจฮาลาลที่สำคัญของภูมิภาค มาต่อยอดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการแลกเปลี่ยน คือ เศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) และโอกาสในการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการขยายโอกาสของสินค้าและบริการฮาลาลไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ดร.ทวีลาภ ได้กล่าวถึงบทบาทของไอแบงก์ในการสนับสนุนระบบนิเวศฮาลาลของประเทศไทย รวมถึงความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ในการสนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน ไอแบงก์ยังมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการที่สนใจเข้าสู่ตลาดฮาลาล แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือเตรียมความพร้อม ให้สามารถเริ่มต้นจากการพัฒนาสินค้า บริการ และกิจกรรมทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคมุสลิม (Muslim-friendly Market) เพื่อเปิดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมุสลิมที่กว้างขึ้น และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดฮาลาลที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง
การแลกเปลี่ยนดังกล่าวยังสอดรับกับพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภาคธุรกิจผ่าน เวทีความร่วมมือทางธรุกิจ (Business Forum) และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการต่อยอดในสาขาที่ไทยและอินโดนีเซียต่างมีศักยภาพ โดยเฉพาะอาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล การค้า การลงทุน และบริการที่เกี่ยวข้อง
ในโอกาสนี้ ดร.ทวีลาภได้เสริมแนวคิดเกี่ยวกับ การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจในระบบนิเวศฮาลาล (Halal Ecosystem) ของไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ประเทศไทยจะต้อนรับผู้แทนจากนานาประเทศในช่วงการประชุม The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group ทั้งในด้านการนำเสนอศักยภาพของสินค้าและบริการฮาลาลของไทย การรองรับตลาด Muslim-Friendly ตลอดจนการสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนในอนาคต
การเข้าพบครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของไอแบงก์สำหรับการจัด กิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ภายใต้หัวข้อ “การเงินอิสลาม: จากความเข้มแข็งในยามวิกฤตสู่การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Islamic Finance: From Crisis Resilience to Transition Finance)” ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของการเงินอิสลามในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากประเทศที่มีบทบาทสำคัญด้านการเงินอิสลาม ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น ๆ
ดร.ทวีลาภ เปิดเผยว่า “อินโดนีเซียมีประสบการณ์และความเข้มแข็งทั้งด้านการเงินอิสลามและเศรษฐกิจฮาลาล ขณะที่ประเทศไทยเองมีศักยภาพด้านสินค้าและบริการฮาลาลที่สามารถต่อยอดได้อีกมาก การพบปะครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดโอกาสด้านการเงิน การค้า และการลงทุนได้อย่างไร และเราหวังว่าเวทีในเดือนตุลาคมจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในการเปิดมุมมอง เชื่อมโยงเครือข่าย และนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในอนาคต”
การพบปะครั้งนี้สะท้อนความมุ่งหมายของไอแบงก์ในการสนับสนุนการเชื่อมโยง การเงินอิสลาม (Islamic Finance) เข้ากับ เศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) และเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทย และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศฮาลาลของประเทศไทยให้สามารถเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายในระดับนานาชาติได้มากยิ่งขึ้น
ข่าวเด่น