เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
10 ปีแห่งการปรับตัวของอุตสาหกรรมยางพาราไทย: จากสวนยางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ


• ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่กรีดยางของไทยเพิ่มจากประมาณ 18.5 ล้านไร่ในปี 2559 มาอยู่เหนือ 22 ล้านไร่ในปัจจุบัน ขณะที่ผลผลิตเพิ่มจากประมาณ 4.3 ล้านตัน มาอยู่ใกล้ 5 ล้านตันต่อปี
 
• ปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่า ไทยจะมีพื้นที่กรีดยางประมาณ 22.41 ล้านไร่ และผลผลิตยางดิบประมาณ 4.93 ล้านตัน การสร้างรายได้ในระยะต่อไปจึงต้องอาศัยการเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่มากขึ้น
 
• สวนยางกำลังมีโอกาสสร้างรายได้รูปแบบใหม่จาก Carbon Credit โดยโครงการของ กยท. และ CPP ตั้งเป้าพื้นที่นำร่อง 500,000 ไร่ ใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ครอบคลุมเกษตรกรมากกว่า 60,000 ครัวเรือน
 
• Traceability กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน เพราะยางที่จะเข้าสู่ตลาด EU ต้องมีข้อมูลแหล่งที่มาและเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการไม่ทำลายป่า
 
สิบปีก่อน รายได้จากสวนยางขึ้นอยู่กับคำถามง่าย ๆ ว่า “วันนี้ขายยางได้กี่บาท?”
แต่วันนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องตอบคำถามเพิ่มขึ้นอีกหลายข้อ ตั้งแต่ยางมาจากสวนไหน พื้นที่ปลูกเกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่าหรือไม่ กระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนเท่าไร ไปจนถึงต้นยางสามารถสร้างรายได้จาก Carbon Credit ได้หรือไม่

10 ปีของอุตสาหกรรมยางไทย: จากเพิ่มปริมาณ สู่เพิ่มมูลค่า
ปี 2559 ไทยมีพื้นที่กรีดยางประมาณ 18.5 ล้านไร่ และผลิตยางได้ราว 4.3 ล้านตัน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าพื้นที่กรีดจะอยู่ที่ 22.41 ล้านไร่ และผลผลิตยางดิบประมาณ 4.93 ล้านตัน ไทยจึงยังมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก
 
การเติบโตในระยะต่อไปจึงต้องให้ความสำคัญกับ Productivity คุณภาพ และมูลค่าที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่มากกกว่าการเพิ่มพท้นที่เพาะปลูก หนึ่งในทิศทางสำคัญคือการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะยางล้อ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ยางมูลค่าสูง
 
ในช่วงปี 2563–2567 มีโครงการผลิตยางรถยนต์ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จำนวน 41 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 112,000 ล้านบาท การมีฐานการผลิตปลายน้ำที่ใหญ่ขึ้นช่วยให้ยางจากสวนไทยไม่ได้จบลงในฐานะวัตถุดิบ แต่สามารถสร้างมูลค่าต่อผ่านการแปรรูป การลงทุน เทคโนโลยี และการจ้างงานภายในประเทศ
 
Carbon Credit: รายได้รูปแบบใหม่จากสวนยาง
ต้นยางไม่ได้ให้เพียงน้ำยางและไม้เมื่อสิ้นสุดอายุการกรีด แต่ยังสามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ทำให้สวนยางบางแห่งสามารถพัฒนาเข้าสู่โครงการ Carbon Credit ได้ หากผ่านกระบวนการวัดและรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด
 
ปัจจุบันมีโครงการสวนยางในหลายพื้นที่ขึ้นทะเบียนภายใต้ T-VERขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ขณะที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด หรือ CPP กำลังเดินหน้าโครงการคาร์บอนเครดิตในสวนยาง ตั้งเป้าพื้นที่นำร่องประมาณ 500,000 ไร่ ในจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม ครอบคลุมเกษตรกรมากกว่า 60,000 ครัวเรือน
หากโครงการสามารถขยายผลได้ Carbon Credit จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยกระจายแหล่งรายได้ของเกษตรกร นอกเหนือจากน้ำยาง พืชที่ปลูกร่วม และไม้ยางเมื่อสิ้นสุดอายุการกรีด
 
เมื่อ “พิกัดสวนยาง” กลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า
กฎ EU Deforestation Regulation หรือ EUDR กำลังทำให้ข้อมูลแหล่งที่มาของยางมีความสำคัญมากขึ้น ยางที่จะเข้าสู่ตลาด EU ต้องสามารถระบุแหล่งผลิตและพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า ทำให้พิกัดสวนและระบบ Traceability กลายเป็นส่วนหนึ่งของการค้า โดยกฎจะเริ่มใช้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2569 และผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2570 ทำให้การแข่งขันของยางพาราจึงไม่ได้อยู่ที่ ราคาและคุณภาพ เท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบด้วย
 
สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ การจัดเก็บข้อมูลและปฏิบัติตามมาตรฐานย่อมเพิ่มต้นทุนในระยะสั้น แต่หากไทยสามารถพัฒนาระบบ Traceability ที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือได้ ก็จะช่วยรักษาการเข้าถึงตลาด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
จากผลิตให้มากขึ้น สู่สร้างมูลค่าให้มากขึ้น
 
ไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก และยังมีฐานอุตสาหกรรมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางขนาดใหญ่ ก้าวต่อไปจึงอยู่ที่การทำให้ยางทุกกิโลกรัมและสวนยางทุกไร่สร้างมูลค่าได้มากขึ้น ตั้งแต่เกษตรกร โรงงานแปรรูป ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ และทำให้รายได้จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกระจายกลับไปถึงต้นทางมากขึ้น
 
จากน้ำยางที่ออกจากสวน สู่ยางล้อที่ออกจากโรงงาน ไปจนถึง Carbon Credit และ Traceability ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้น ทั้งหมดนี้กำลังทำให้มูลค่าของ “สวนยางหนึ่งไร่” มีความหมายมากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน
 

LastUpdate 21/09/2569 12:12:35 โดย : Admin
21-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (21 ก.ย.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,598.03 จุด บวก 13.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.88% มูลค่าการซื้อขาย 68,454.74 ล้านบาท

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (21 ก.ย.69) บวก 9.45 จุด ดัชนี 1,593.60 จุด

3. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตา Fed ความตึงเครียดตะวันออกกลาง และมาตรการการค้าสหรัฐฯ

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 ก.ย.69) อุตุฯ เตือน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 80% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60%

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 ก.ย. 69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,750 บาท

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (21 ก.ย. 69) บวก 6.94 จุด ดัชนี 1,591.09 จุด

7. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ และปิดบวกเป็น สัปดาห์แรกในรอบ 4 สัปดาห์ หลังยืนเหนือ 4,300 เหรียญ

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.15-33.40 บาท/ดอลลาร์

9. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.00-33.60 จับตาราคาน้ำมันโลก

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (21 ก.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.34 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 21 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนสี่พระยาตัดถนนเจริญกรุง

12. ประกาศ กปน.: 21 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภตัดถนนศรีอยุธยา

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (18 ก.ย.69) บวก 0.81 จุด ดัชนี 1,584.15 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมาปรับตัวขึ้นและยืนเหนือ 4,350 เหรียญ ได้อีกครั้ง หลังเมื่อวานขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,380 เหรียญ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (18 ก.ย. 69) บวก 3.55 จุด ดัชนี 1,586.89 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 21, 2026, 6:13 pm