ประกัน
"เมืองไทยประกันชีวิต" ออกบำนาญยุคใหม่ รับมือ "Longevity Gap" เมื่อคนอายุยืนขึ้น แต่เงินไม่ยั่งยืนตาม


"คนไทยอาจเงินหมดก่อนชีวิต" กำลังกลายเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการวางแผนเกษียณของแต่ละคน เพราะเมื่ออายุขัยของประชากรเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนคนวัยทำงานลดลง ภาระทางการเงินไม่ได้จบลงพร้อมกับวันที่ออกจากงาน แต่ยังทอดยาวไปอีกหลายสิบปี ทั้งค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาว

ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาเป็นภาพใหญ่ในการเปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” ของเมืองไทยประกันชีวิต โดย นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งจำนวนประชากรที่ไม่เพิ่มขึ้น คนรุ่นใหม่มีบุตรน้อยลง และจำนวนประชากรวัยทำงานที่กำลังหดตัวลง ขณะที่คนไทยกลับมีแนวโน้มมีชีวิตยืนยาวขึ้น

 
โดยนายสาระ ระบุว่า หากแนวโน้มประชากรยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ มีการประเมินว่าประชากรไทยอาจลดลงเหลือประมาณ 33 ล้านคนในปี 2583 หรือปี 2083 โดยสิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่ที่จำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว แต่คือการลดลงของประชากรวัยทำงาน ซึ่งหมายถึงฐานรายได้ การออม การบริโภค รวมถึงฐานผู้เสียภาษีและผู้ส่งเงินเข้าสู่ระบบสวัสดิการที่อาจลดลงตามไปด้วย ที่เรียกรวม ๆ ว่าเป็น “The Elephant in the Room” หรือปัญหาขนาดใหญ่ที่ทุกคนมองเห็นอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่ถูกจัดการอย่างจริงจังในระดับโครงสร้าง เพราะเมื่อจำนวนคนวัยทำงานลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ภาระที่เคยกระจายอยู่บนประชากรจำนวนมากก็มีโอกาสตกอยู่กับคนทำงานรุ่นหลังมากขึ้น

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของ OECD ที่ชี้ว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และระบบบำนาญจะเผชิญแรงกดดันจากจำนวนผู้รับบำนาญที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยมีอายุคาดเฉลี่ยในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยคนไทยอายุ 60 ปีสามารถคาดว่าจะมีชีวิตต่อไปได้อีกประมาณ 22 ปีสำหรับผู้ชาย และ 24 ปีสำหรับผู้หญิง หมายความว่า “การเกษียณ” อาจไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากหยุดทำงานอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชีวิตที่อาจกินเวลามากกว่า 20 ปี และหากเงินออมไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับระยะเวลานี้ ความเสี่ยงที่เงินจะหมดก่อนชีวิตก็จะเพิ่มขึ้น

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีเงินเท่าไรในวันที่เกษียณเท่านั้น แต่ต้องถามต่อว่าเงินก้อนนั้นจะสามารถรองรับชีวิตหลังเกษียณได้อีกกี่ปี และในช่วงเวลานั้นคนคนนั้นจะยังมีสุขภาพดีพอที่จะดูแลตัวเองและหารายได้เพิ่มเติมได้หรือไม่ อันเป็นจุดที่แนวคิดเรื่อง “Health Span” หรือช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ด้วยสุขภาพที่ดี เข้ามามีความหมายมากกว่าแค่เรื่องสุขภาพ

ข้อมูลจาก OECD ชี้ให้เห็นว่าอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกปีที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปีที่มีสุขภาพสมบูรณ์ โดยช่องว่างระหว่าง Life Span หรืออายุขัย กับ Health Span หรืออายุขัยที่มีสุขภาพดีในกลุ่มประเทศ OECD เพิ่มจากเฉลี่ย 5.2 ปีในปี 2000 เป็น 5.7 ปีในปี 2021 กล่าวอีกอย่างคือ คนอาจมีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีสุขภาพดีตลอดช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้น ขณะที่ข้อมูล OECD ฉบับ Health at a Glance 2025 ระบุว่า คนอายุ 65 ปีในกลุ่มประเทศ OECD สามารถคาดว่าจะมีชีวิตต่อไปได้อีกเฉลี่ย 20 ปีในปี 2023 และ OECD ระบุโดยตรงว่าไม่ใช่ทุกปีที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปีที่มีสุขภาพดี

สำหรับประเทศไทย OECD ก็มีข้อมูลที่สะท้อนโจทย์เดียวกัน โดยรายงาน Economic Surveys Thailand 2025 ระบุว่าไทยมีอายุขัยอยู่ในระดับสูงของภูมิภาค และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุจะสร้างแรงกดดันต่อระบบบำนาญ ขณะที่อัตราการเกิดที่ต่ำจะทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น Longevity จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีอายุยืน แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างไรให้ เงิน สุขภาพ และอายุ เดินไปด้วยกัน

นายสาระ มองว่า Health Span ในบริบทของการวางแผนชีวิตจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่การไม่มีโรค แต่รวมถึงความสามารถในการยืนได้ด้วยตัวเอง มีรายได้ มีเงินออม เรียนรู้ทักษะใหม่ และหากจำเป็นก็สามารถทำงานต่อหรือมีรายได้จากงานรูปแบบใหม่ เช่น งานที่สองหรืองานแบบ Gig Economy ได้ เพราะเมื่ออายุขัยยาวขึ้น การหยุดทำงานโดยสิ้นเชิงตั้งแต่อายุ 55 หรือ 60 ปี อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป

“เราไม่ได้ต้องการเป็นภาระให้กับใคร เพราะเรามีศักดิ์ศรีความเป็นคน” นายสาระกล่าว เป็นอีกประเด็นที่ยกขึ้นมาอธิบายว่า การเตรียมความพร้อมด้านการเงินในวัยเกษียณจึงเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีและความเป็นอิสระของคนในวัยสูงอายุด้วย

 
อีกด้านหนึ่งคือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ นายสาระ กล่าวถึง Medical Inflation หรือเงินเฟ้อทางการแพทย์ โดยระบุว่าก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ระดับประมาณ 14–15% ขณะที่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในไทยอยู่ที่ 10.8% ทั้งนี้ข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตไทยซึ่งอ้างอิงข้อมูล WTW ระบุ Medical Inflation ของไทยที่ 10.8% ในปี 2025 สะท้อนว่าต้นทุนสุขภาพเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการวางแผนการเงินระยะยาว

เมื่อรวมกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเฉพาะตัว แต่เชื่อมโยงไปถึงครอบครัว ระบบสวัสดิการ และภาคธุรกิจด้วย นายสาระ กล่าวถึงความท้าทายของระบบสวัสดิการหลัก 3 ระบบ ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และประกันสังคม ซึ่งทั้งหมดต้องรับมือกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

ภายใต้ภาพใหญ่ดังกล่าว มืองไทยประกันชีวิตจึงนำเสนอแนวคิดการวางแผนชีวิตผ่าน 3 มิติ คือ Life Span, Health Span และ Wealth Span หรือการมีชีวิตยืนยาว สุขภาพที่ดี และฐานะทางการเงินที่รองรับชีวิตในระยะยาว โดย นายสาระ มองว่าบทบาทของบริษัทประกันชีวิตในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจ่ายสินไหมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด แต่ต้องเข้าไปช่วยให้คนวางแผนรับมือกับความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตมากขึ้น

 
หนึ่งในคำตอบของบริษัท คือ การเปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญที่ออกแบบโดยเน้นความยืดหยุ่นมากกว่าผลิตภัณฑ์บำนาญรูปแบบเดิม และหมดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพเพราะเป็นแบบประกันภัยที่พิจารณารับประกันภัยแบบการันตีไม่ตรวจสุขภาพ  ซึ่ง นายปาณัท สุทธินนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า พฤติกรรมของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป การออกแบบผลิตภัณฑ์เกษียณจึงต้องไม่บังคับให้ลูกค้าวางแผนชีวิตด้วยสมมติฐานเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ

จุดที่เมืองไทยประกันชีวิตนำมาเป็นแกนของผลิตภัณฑ์ คือ การเปิดให้ผู้เอาประกันเลือกช่วงเวลาจ่ายเบี้ยได้ทั้งแบบชำระครั้งเดียว 5 ปี หรือชำระต่อเนื่องถึงอายุที่กำหนด รวมถึงเลือกอายุเริ่มรับเงินบำนาญได้ตั้งแต่ 55, 60, 65 หรือ 70 ปี ตามแบบประกันที่กำหนด และยังสามารถปรับอายุเริ่มรับเงินในภายหลังได้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

นายปาณัท อธิบายว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดจากการมองว่าชีวิตจริงไม่ได้เป็นเส้นตรง คนที่วางแผนว่าจะเกษียณตอน 60 อาจเปลี่ยนใจทำงานต่อถึง 65 หรือ 70 ปี ขณะที่บางคนอาจต้องการเริ่มใช้เงินเร็วกว่านั้น การทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถปรับตามสถานการณ์จึงเป็นการลดข้อจำกัดของประกันบำนาญแบบเดิม โดยนอกจากเลือกระยะเวลาจ่ายเบี้ยและอายุเริ่มรับบำนาญแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังมีทางเลือกการรับเงินแบบรายปีหรือรายเดือน และมีรูปแบบเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้นตามช่วงอายุ เพื่อช่วยรับมือกับต้นทุนชีวิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามเวลา รวมถึงมีทางเลือกให้รับเงินก้อนในช่วงเริ่มต้นของการเกษียณภายใต้เงื่อนไขของแบบประกัน

อีกประเด็นที่เมืองไทยประกันชีวิตนำเสนอในปีนี้ คือ การออกแบบสิทธิประโยชน์ด้านบำนาญให้สอดคล้องกับแนวทางภาษี โดยเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนเพิ่มเติมได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อเกษียณประเภทอื่นต้องอยู่ภายใต้เพดานรวมและเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับผลิตภัณฑ์ชุดใหม่ เมืองไทยประกันชีวิตระบุว่าได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับรูปแบบผลประโยชน์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดการรับเงินก้อนในช่วงเกษียณควบคู่กับการรับบำนาญ ซึ่งบริษัทนำเสนอว่าเป็นอีกความยืดหยุ่นที่เพิ่มเข้ามาในผลิตภัณฑ์ชุดใหม่นี้ ทั้งนี้การใช้สิทธิทางภาษียังคงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

 
ในด้านผลิตภัณฑ์ เมืองไทยประกันชีวิตเตรียมเปิดขาย “เฟล็กซี่ รีไทร์ โปร 90/1” และ “เฟล็กซี่ รีไทร์ เน็กซ์ 90/1” ซึ่งมีทางเลือกอายุเริ่มรับบำนาญ 55, 60, 65 และ 70 ปี รวมถึง “เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5” และแบบ 9055, 9060 และ 9065 ตามเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์ โดยมีกำหนดเริ่มจำหน่ายวันที่ 1 ตุลาคม 2569

แต่สิ่งที่เมืองไทยประกันชีวิตพยายามขยายออกไปมากกว่าตัวกรมธรรม์ คือ ระบบรองรับชีวิตหลังเกษียณ เพราะในวันที่คนอายุยืนขึ้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงจะมีเงินใช้เท่าไหร่ แต่รวมถึง “จะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน ใครจะดูแล และจะจ่ายค่าดูแลอย่างไร” ด้วย

 
บริษัทจึงเชื่อมผลิตภัณฑ์เข้ากับพันธมิตรด้าน Senior Living และ Nursing Home รวม 44 แห่งทั่วประเทศ โดยผู้ถือกรมธรรม์บำนาญสามารถขอให้จ่ายเงินบำนาญเข้าสู่สถานดูแลผู้สูงอายุที่เป็นพันธมิตรได้ตามเงื่อนไข ซึ่งเป็นการนำเงินจากแผนเกษียณมาเชื่อมกับค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตจริง นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย การดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุ บริการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง การเดินทางพร้อมผู้ดูแล และการดูแลแบบประคับประคอง รวมถึงเครือข่ายโรงพยาบาลที่บริษัทระบุว่ามีมากกว่า 700 แห่ง

ภาพทั้งหมดจึงสะท้อนว่าโจทย์ Longevity Economy กำลังเปลี่ยนจากเรื่องคนจะอยู่ได้นานแค่ไหน ไปสู่ “คนจะอยู่ได้นานอย่างไร” เพราะการมีอายุยืนโดยไม่มีเงินเพียงพออาจกลายเป็นความเสี่ยง ขณะที่การมีเงินแต่สุขภาพไม่เอื้อให้ใช้ชีวิตอย่างอิสระก็มีข้อจำกัดไม่ต่างกัน (ข้อมูล OECD เองก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การเพิ่มขึ้นของอายุขัยไม่ได้แปลว่าทุกปีที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปีที่มีสุขภาพดี และช่องว่างดังกล่าวสร้างต้นทุนต่อทั้งตัวบุคคล ครอบครัว และระบบสุขภาพ)

สำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญทั้งจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ประชากรวัยทำงานที่หดตัว และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น การเตรียมเงินเกษียณจึงอาจต้องเปลี่ยนจากการคิดว่า “มีเงินก้อนเท่าไรถึงจะพอ” ไปเป็นการวางแผนให้เงินสามารถเดินทางไปพร้อมกับชีวิตที่อาจยาวกว่าที่คาดไว้ และนั่นทำให้ประกันบำนาญรูปแบบใหม่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ภาคเอกชนกำลังนำมาใช้รับมือกับโจทย์สังคมสูงวัย ตั้งแต่วันที่ยังมีรายได้ ไปจนถึงวันที่รายได้จากการทำงานลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดูแลตัวเองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ

 
ท้ายที่สุดนี้ นายสาระ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “อายุยืน อาจไม่ใช่โจทย์เพียงเรื่องจำนวนปีที่เพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้ Life Span, Health Span และ Wealth Span เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ช่วงชีวิตหลังเกษียณไม่ได้มีเพียงเวลาที่เหลืออยู่ แต่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะใช้เวลานั้นได้อย่างมีทางเลือก ซึ่งเมืองไทยประกันชีวิต จะยังคงยึดมั่นในการยกระดับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ขับเคลื่อน Longevity Ecosystem ควบคู่กับการเปิดตัว Muang Thai Flexi Retire Series และการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ครอบคลุมในครั้งนี้ จะไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ แต่คือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวางแผนเกษียณที่แข็งแกร่ง เพื่อยืนหยัดเป็นหลักประกันอันมั่นคง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทุกยุคสมัย"

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 ก.ย. 2569 เวลา : 19:56:23
22-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 ก.ย. 69) บวก 6.41 จุด ดัชนี 1,604.44 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 ก.ย.69) บวก 11.34 จุด ดัชนี 1,609.37 จุด

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 ก.ย.69) ร่วง 41 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย

4. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงจาก แรงขายทำกำไรและดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ราคาลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,322 เหรียญ ก่อนกลับมาทรงตัวแถว 4,350 เหรียญ

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (22 ก.ย.69) บวก 6.51 จุด ดัชนี 1,604.54 จุด

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 ก.ย.69) อุตุฯเตือน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 80% ภาคกลาง 70% ภาคอีสาน-ภาคใต้ 60% ภาคเหนือ 40%

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (21 ก.ย.69) พุ่ง 366.19 จุด ขานรับน้ำมัน-บอนด์ยีลด์ร่วง

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (22 ก.ย.69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,300บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (22 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.22 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (21 ก.ย.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,598.03 จุด บวก 13.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.88% มูลค่าการซื้อขาย 68,454.74 ล้านบาท

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (21 ก.ย.69) บวก 9.45 จุด ดัชนี 1,593.60 จุด

13. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตา Fed ความตึงเครียดตะวันออกกลาง และมาตรการการค้าสหรัฐฯ

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 ก.ย.69) อุตุฯ เตือน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 80% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60%

15. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 ก.ย. 69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,750 บาท

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 22, 2026, 9:37 pm