หุ้นทอง
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย ปี 2569




ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมจัดงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวแห่งปี "The 4th SET Annual Conference on Family Business" ภายใต้แนวคิด “แกร่งข้ามรุ่น เติบโตข้ามความไม่แน่นอน (Growth & Resilience in an Uncertain World)” ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 นี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับปรุงฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” (family business) จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท และสรุปประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
 
• 705 บริษัท จาก 843 บริษัท หรือ 84% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่ทำการศึกษา จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” ซึ่ง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 10.93 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 54% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด 
 
• บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวกระจายตัวอยู่ในทุกหมวดธุรกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร และหมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ และในบางกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ 
 
• ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน (ปี 2559 - 2568) บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวใช้กลไกตลาดหุ้นไทยในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง 260 บริษัท ระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรกด้วยมูลค่าระดมทุนครั้งแรก (IPO) รวม 492,397 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 86% ของจำนวนบริษัทที่ทำ IPO หรือคิดเป็น 81.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด 301 บริษัท ระดมทุนในตลาดรอง รวมกว่า 2,500 ครั้ง ด้วยมูลค่าระดมทุนรวมกว่า 600,000 ล้านบาท

• ในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีรายได้รวมสูงถึง 9.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 56.5% ของรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่ทำการศึกษา และรวมจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลกว่า 165,000 ล้านบาท คิดเป็น 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2568

• บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานในประเทศ โดยในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 705 บริษัท มีพนักงานรวมประมาณ 1.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.0% จากปี 2567 โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่า 90% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ

84% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่ง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 54% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด โดยกระจายตัวอยู่ในทั้ง SET และ mai และในทุกหมวดธุรกิจ

ในการศึกษานี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว (Family Business) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) จากข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทที่มีการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569  จำนวน 843 บริษัท ซึ่งพบว่า 705 บริษัท หรือ 84% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยจัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” ตามคำนิยามธุรกิจครอบครัวในการศึกษานี้  (ภาพที่ 1) โดยบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 10.93 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 54% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Total Market Capitalization)

 
บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว ทั้งในลักษณะสมาชิกครอบครัวถือครองหุ้นโดยตรงหรือสมาชิกครอบครัวถือครองหุ้นโดยอ้อมผ่านนิติบุคคลที่จัดตั้งโดยครอบครัว เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีขนาดใหญ่และเล็ก และมีส่วนสำคัญในการเป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ 

เมื่อพิจารณาการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว พบว่า สมาชิกครอบครัวถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านนิติบุคคลต่างๆ อาทิ ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และกองทุน เป็นต้น และมีข้อสังเกตว่า ในปีนี้มีหลายบริษัทที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือครองหุ้นจากการถือครองหุ้นโดยตรงโดยสมาชิกครอบครัว เป็นการถือครองหุ้นผ่านนิติบุคคลของครอบครัว และพบว่าบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ (72.3%) จดทะเบียนใน SET และเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ภาพที่ 2)

 
และหากพิจารณาตามรายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการเป็นองค์ประกอบดัชนี โดยพบว่าในทุกดัชนีมีบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวเป็นองค์ประกอบและมีสัดส่วนสูงกว่า 60% เมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัททั้งหมดในแต่ละดัชนี โดยเฉพาะดัชนี SET Well-being (SETWB) ที่บริษัทจดทะเบียนเกือบทุกบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว

บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวกระจายตัวในทุกหมวดธุรกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร หมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ 

บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่พัฒนามาจากธุรกิจดั้งเดิมของตระกูลหรือเป็นธุรกิจจัดตั้งใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจและกระจายตัวอยู่ในทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร หมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ และในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค) ตามตารางที่ 1

 
เมื่อพิจารณาสัดส่วนธุรกิจครอบครัวในแต่ละหมวดธุรกิจ พบว่า 16 หมวดธุรกิจมีสัดส่วนธุรกิจครอบครัวมากกว่า 80% ได้แก่ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง หมวดการแพทย์ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร หมวดบรรจุภัณฑ์ หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์  หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร และหมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์

บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว ดำเนินกิจการโดยอาศัยเงินทุนส่วนตัวและแหล่งเงินทุนจากตลาดเงิน ก่อนเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาด ซึ่งมีอายุกิจการโดยเฉลี่ย 37 ปีนับจากก่อตั้งกิจการ และมีอายุกิจการเฉลี่ย 19 ปีก่อนจดทะเบียน

เมื่อพิจารณาความยั่งยืนของกิจการ จากอายุกิจการนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน  (ปี 2569) ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวตามการศึกษานี้ พบว่า มีอายุกิจการเฉลี่ยประมาณ 37 ปี โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีอายุกิจการยาวนานที่สุดนานถึง 150 ปี หรือประมาณ 3 เท่าของอายุกิจการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามตารางที่ 2

 
เมื่อพิจารณาอายุกิจการ ณ ปีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ตามตารางที่ 3 พบว่า ธุรกิจครอบครัว ณ ปีที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมีอายุเฉลี่ย 19 ปี แสดงว่า ธุรกิจครอบครัวดำเนินการต่อเนื่องด้วยเงินทุนส่วนตัวและสินเชื่อก่อนเข้าตลาดทุนเพื่อขยายกิจการ ขณะที่บางบริษัทมีอายุกิจการมากเมื่อจดทะเบียน เนื่องจาก 1) บริษัทเหล่านั้นประกอบธุรกิจก่อนการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2518 หรือเมื่อ 51 ปีที่ผ่านมา และ 2) ใช้เวลาปรับตัวให้เป็นไปตามเกณฑ์การจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทที่มีอายุมากที่สุดมีอายุ 118 ปี ณ ปีที่จดทะเบียนฯ

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยของอายุกิจการอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนปรับโครงสร้างองค์กร ควบรวมกิจการ หรือแลกหุ้นเป็นบริษัทใหม่ และมีการเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น ส่งผลให้วันก่อตั้งและจดทะเบียนเป็นไปตามบริษัทใหม่ ทำให้อายุน้อยกว่าระยะเวลาดำเนินงานจริง

บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณครึ่งหนึ่งของภาพรวมทั้งตลาด และมีการระดมทุนต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทย

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 705 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.8% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (total market Capitalization) และเฉลี่ยอยู่ที่ 61.9% ในช่วงปี 2560 - 2568 ตามภาพที่ 3

 
ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 10.93 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.9% จากสิ้นปี 2568 จากการเพิ่มขึ้นของราคาหลักทรัพย์เป็นสำคัญ สังเกตได้จาก SET Index ที่เพิ่มขึ้น 29.0% และเมื่อเปรียบเทียบขนาดกับภาพรวมทั้งตลาด บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนอยู่ที่ 54.2%

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจครอบครัวอาศัยกลไกจากการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อขยายกิจการ โดย 260 บริษัทระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรกด้วยมูลค่าระดมทุนครั้งแรกรวม 492,397 ล้านบาท หรือคิดเป็น 81.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด 

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 - 2568) มีบริษัทจดทะเบียนระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ในตลาดหุ้นไทยรวมทั้งหมด 301 บริษัท  (ตารางที่ 4) โดย 260 บริษัท จัดเป็นธุรกิจครอบครัว หรือคิดเป็น 86.4% ของบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นธุรกิจครอบครัว หรือ กล่าวอีกทางหนึ่งได้ว่า มีความชัดเจนว่าธุรกิจครอบครัวอาศัยกลไกจากการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของกิจการ 

เมื่อพิจารณามูลค่าการระดมทุนหรือ มูลค่า IPO  ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าระดมทุนรวม 492,397 ล้านบาท หรือคิดเป็น 81.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ซึ่งมีทิศทางเดียวกับเมื่อพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด  (Market Cap) ณ วันซื้อขายวันแรกที่มีมูลค่ารวม 2.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 82.5% ของ Market Cap รวมของบริษัทที่ IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

 
 
และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีการระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO 1 บริษัท ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว ทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษา คือ ในช่วงปี 2559 - กรกฎาคม 2569 มีธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO รวม 261 บริษัท จากทั้งหมด 302 บริษัท หรือคิดเป็น 86.4% ของจำนวนบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ทั้งหมด โดยมีมูลค่าระดมทุนรวมสูงกว่า 492,737  ล้านบาท หรือคิดเป็น 81.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ซึ่งมีทิศทางเดียวกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด  (Market Cap) ณ วันซื้อขายวันแรกที่มีมูลค่ารวม 2.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 82.5% ของ Market Cap รวมของบริษัทที่ IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

ในช่วงปี 2559 - 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวระดมทุนในตลาดรอง 301 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนผ่านตลาดรอง 2,515 ครั้ง มีมูลค่าระดมทุนในตลาดรองรวมกว่า 629,963 ล้านบาท

นอกจากบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจะระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO แล้ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2568) พบว่า 301 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว ระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดหุ้นผ่านตลาดรอง (Secondary offering)  จำนวน 2,515 ครั้ง รวมมูลค่าระดมทุนรวม 629,963 ล้านบาท (ภาพที่ 4)

 
 
ในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีรายได้รวมสูงถึง 9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 56.5% ของรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่ทำการศึกษา และรวมจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลกว่า 165,000 ล้านบาท คิดเป็น 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2568 

เมื่อพิจารณาศักยภาพของการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว จากรายได้รวมในช่วงปี 2560 - 2568 (ภาพที่ 5) พบว่า รายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 7.21% โดยจากผลประกอบการล่าสุด คือ ปี 2568 ของ 705 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว มีรายได้รวมสูงถึง 9.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 56.48% ของรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งตลาด หรือเฉลี่ยในช่วงปี 2560 - 2568 อยู่ที่ 55.11%

เมื่อพิจารณาการเติบโตของกำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในช่วงเวลาเดียวกัน (ภาพที่ 6 และภาพที่ 7) พบว่า กำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเติบโตสูงมาก เฉลี่ยปีละ 5.05% และ 9.13% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว

บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ภาครัฐตามการจัดเก็บจากกรมสรรพากร และมีส่วนช่วยในการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจไทย

ปี 2568 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจำนวน 705 บริษัท จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมสูงกว่า 165,062 ล้านบาท คิดเป็น 50.8% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยที่จ่ายให้ภาครัฐในปี 2568  หรือ 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2568 (ภาพที่ 8)

 
นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านการจ้างงาน (ภาพที่ 9) โดยในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว จำนวน 705 บริษัท มีจำนวนพนักงานรวม 1.68 ล้านคน  เพิ่มขึ้น 2.0% จากปี 2567 


เมื่อพิจารณาการจ้างงานรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า จำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น (ภาพที่ 10)  โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่า 90% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ 

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยได้ใช้กลไกตลาดทุนเพื่อระดมทุนขยายกิจการ ทั้งผ่านกิจกรรม IPO และระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดรอง โดยผลประกอบการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสะท้อนศักยภาพในการดำเนินงานและเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการจ้างงานและการเสียภาษี ภาครัฐจึงควรมีมาตรการสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัวเติบโต แข็งแกร่ง และเข้าถึงแหล่งระดมทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

บันทึกโดย : วันที่ : 23 ก.ย. 2569 เวลา : 15:42:08
23-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) บวก 6.26 จุด ดัชนี 1,610.70 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (23 ก.ย.69) บวก 6.39 จุด ดัชนี 1,610.83 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำยังผันผวนในกรอบแคบ หลังลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,290 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับและปิดบริเวณ 4,350 เหรียญ

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 ก.ย.69) ร่วง 185.14 จุด แรงซื้อหุ้นกลุ่ม AI ดัน Nasdaq ทำนิวไฮต่อเนื่อง

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 ก.ย.69) ร่วง 7.50 ดอลลาร์ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ก.ย.69) อุตุฯ เตือน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 80% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 40%

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 ก.ย.69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,950 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.11 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) บวก 1.44 จุด ดัชนี 1,605.88 จุด

11. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 23 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนคู่ขนานทางพิเศษกาญจนาภิเษก (ด้านใต้)

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 ก.ย. 69) บวก 6.41 จุด ดัชนี 1,604.44 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 ก.ย.69) บวก 11.34 จุด ดัชนี 1,609.37 จุด

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 ก.ย.69) ร่วง 41 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงจาก แรงขายทำกำไรและดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ราคาลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,322 เหรียญ ก่อนกลับมาทรงตัวแถว 4,350 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 23, 2026, 5:54 pm