“ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกันยายน 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจาก ภาคบริการ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงปลายฤดูการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และภาคเกษตร จากการเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป”
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกันยายน 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกันยายน 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจาก ภาคบริการ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงปลายฤดูการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และภาคเกษตร จากการเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 76.4 สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ยังคงขยายตัวได้ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการ เนื่องจากจะยังอยู่ในช่วงปลายฤดูการท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงส่งจากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 76.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 73.5 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนหลักจากภาคเกษตรและภาคบริการ ตามการเริ่มเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี อ้อย และมันสำปะหลัง ประกอบกับช่วงเวลาท่องเที่ยวของภูมิภาค เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) งานแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 72.9 แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ดี โดยมีปัจจัยบวกจากภาคอุตสาหกรรม ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และภาคบริการ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงปลายฤดูการท่องเที่ยวหลัก รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 69.3 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจาก
การเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวในฝั่งทะเลอันดามันและแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากงบประมาณตามแผนพัฒนาจังหวัด และแนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มมาเลเซียและสิงคโปร์ในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 68.9 สะท้อนว่าเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความชัดเจนของโครงการ Saraburi Sandbox ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่ ประกอบกับการเตรียมขยายกำลังการผลิตและการลงทุน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์สมัยใหม่ สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 67.6 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการลงทุนและภาคเกษตร ทั้งนี้ นักลงทุนเชื่อมั่นจากการที่รัฐบาลผลักดันนโยบายยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 62.1 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ต้นทุนด้านพลังงาน และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดยผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังการลงทุนขนาดใหญ่ และติดตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ
ของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด
ข่าวเด่น