เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
งบประมาณด้านการศึกษา: ใช้เงินมากกว่า สร้างคนได้ดีกว่าเสมอไปหรือไม่?


• งบประมาณด้านการศึกษาเป็นการลงทุนใน Human Capital ที่มีผลต่อทักษะ ผลิตภาพ และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดย UNESCO กำหนด benchmark สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาไว้ที่ประมาณ 4–6% ของ GDP

• การใช้งบประมาณมากไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ทางการศึกษาดีขึ้นในสัดส่วนเดียวกันเสมอไป เพราะยังขึ้นอยู่กับคุณภาพครู หลักสูตร การบริหารจัดการ และประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร

• หลายประเทศเลือกพัฒนาการศึกษาตามโครงสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับคุณภาพครู เยอรมนีเชื่อมการศึกษากับสถานประกอบการ จีนปรับหลักสูตรตามอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ขณะที่สิงคโปร์ปรับการเรียนรู้ให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่

• ไทยมีการใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาประมาณ 2.52% ของ GDP ในปี 2023 การเพิ่มงบประมาณอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ เงินที่เพิ่มขึ้นควรนำไปใช้ตรงไหน เพื่อยกระดับการเรียนรู้ ลด Skill Mismatch และเตรียมทักษะสำหรับเศรษฐกิจในอนาคต

ถ้าประเทศหนึ่งใช้งบประมาณด้านการศึกษามากกว่าอีกประเทศหนึ่ง เราอาจคาดหวังว่าเด็กในประเทศนั้นน่าจะได้รับการศึกษาที่ดีกว่า มีทักษะสูงกว่า และเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานก็สามารถสร้างผลิตภาพให้กับเศรษฐกิจได้มากกว่า เพราะการศึกษาต้องอาศัยทรัพยากร ตั้งแต่โรงเรียน ครู อุปกรณ์การเรียน ไปจนถึงมหาวิทยาลัยและงานวิจัย

UNESCO กำหนด benchmark สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาไว้ที่ประมาณ 4–6% ของ GDP หรือ 15–20% ของรายจ่ายภาครัฐ ขณะที่ไทยมีการใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาประมาณ 2.52% ของ GDP ในปี 2023

เมื่อเห็นตัวเลขนี้ คำถามแรกที่ตามมาคงหนีไม่พ้นว่า ไทยควรเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาหรือไม่
แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ ลองมองไปยังประเทศอื่น เพราะแต่ละประเทศมีวิธีพัฒนาการศึกษาที่ต่างกัน และจำนวนเงินที่ใช้ก็ไม่ได้อธิบายผลลัพธ์ทั้งหมด

ฟินแลนด์: ถ้าครูดี ห้องเรียนก็มีโอกาสดีตามไปด้วย

ฟินแลนด์มักถูกยกเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ จุดหนึ่งที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่องคือคุณภาพของครู โดยครูประจำชั้นและครูประจำวิชาโดยทั่วไปต้องมีคุณวุฒิระดับปริญญาโท และผ่านการศึกษาด้านการสอนตามเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจึงให้ความสำคัญกับคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่สอนตั้งแต่ต้น เพราะต่อให้มีหลักสูตรหรือเทคโนโลยีการศึกษาที่ดีเพียงใด คุณภาพการเรียนรู้ยังขึ้นอยู่มากกับความสามารถของครูในการนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้กับเด็กจริง ๆ

เยอรมนี: ทำให้สิ่งที่เรียนใกล้กับสิ่งที่ต้องใช้ในการทำงาน

เยอรมนีมีแนวทางที่ต่างออกไป โดยเฉพาะระบบ Dual Vocational Education and Training ที่ให้นักเรียนเรียนทั้งในโรงเรียนอาชีวศึกษาและฝึกงานในสถานประกอบการ ระบบนี้ทำให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะตั้งแต่ก่อนเรียนจบ และช่วยให้สิ่งที่นักเรียนเรียนมีความเชื่อมโยงกับงานจริงมากขึ้น ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้จบการศึกษาในเยอรมนีเลือกเข้าสู่เส้นทางอาชีวศึกษาในลักษณะดังกล่าว ทำให้ระบบการศึกษาเชื่อมต่อกับตลาดแรงงานและโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศค่อนข้างใกล้ชิด

จีน: เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยน หลักสูตรก็ต้องเปลี่ยนตาม

ในช่วงที่จีนกำลังผลักดันอุตสาหกรรมด้าน AI พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และอุตสาหกรรมขั้นสูง ระบบมหาวิทยาลัยก็มีการปรับหลักสูตรตามไปด้วย ข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการจีนประกาศในปี 2025 เกี่ยวกับการปรับหลักสูตรระดับปริญญาตรีประจำปี 2024 ระบุว่า มีการเพิ่มจุดเปิดสอนหลักสูตร 1,839 แห่ง ยกเลิก 1,428 แห่ง และหยุดรับนักศึกษาอีก 2,220 แห่ง พร้อมเพิ่มสาขาประเภทใหม่อีก 29 สาขา รวมถึงสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีใหม่

การเพิ่มหรือลดหลักสูตรไม่ได้หมายความว่าปัญหาความไม่สอดคล้องของทักษะกับตลาดแรงงานจะหมดไปทันที แต่ทำให้เห็นความพยายามในการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยน เพราะหากมหาวิทยาลัยยังผลิตแรงงานในสาขาที่ความต้องการลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่กลับขาดแคลนคน ปัญหา Skill Mismatch ก็ยังเกิดขึ้นได้

สิงคโปร์: ระบบการศึกษาต้องตามเศรษฐกิจให้ทัน

สำหรับประเทศเล็กอย่างสิงคโปร์ คุณภาพของคนมีความสำคัญมาก เพราะประเทศมีตลาดภายในขนาดเล็กและทรัพยากรธรรมชาติจำกัด ผล PISA 2022 พบว่านักเรียนสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดทั้งด้านคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันระบบการศึกษาก็ยังปรับตามเทคโนโลยี โดยกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์กำลังนำ AI Literacy เข้าไปในหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น รวมถึงขยายการเรียนรู้ด้าน Coding และ AI ในโรงเรียน

สิ่งที่น่าสนใจคือความสามารถของระบบการศึกษาในการปรับตัว เพราะเด็กที่เริ่มเรียนในวันนี้อาจเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า ซึ่งหลายอาชีพและทักษะที่ต้องใช้อาจแตกต่างจากปัจจุบัน การปรับหลักสูตรให้ทันกับเศรษฐกิจจึงต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แล้วไทยควรเพิ่มงบการศึกษาหรือไม่?

การมีทรัพยากรที่เพียงพอย่อมมีความสำคัญ โดยเฉพาะหากโรงเรียนยังขาดครู อุปกรณ์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และเด็กในแต่ละพื้นที่ยังได้รับโอกาสทางการศึกษาที่แตกต่างกัน ไทยมีการใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาประมาณ 2.52% ของ GDP ในปี 2023 ซึ่งต่ำกว่า benchmark 4–6% ของ GDP ที่ใช้ในกรอบ Education 2030 ของ UNESCO

แต่การเพิ่มงบประมาณควรเกิดขึ้นพร้อมกับคำตอบว่าเงินที่เพิ่มขึ้นควรถูกใช้ตรงไหน หากโครงสร้างการใช้เงินยังเหมือนเดิม หลักสูตรปรับไม่ทันตลาดแรงงาน ครูยังมีข้อจำกัดในการจัดการเรียนการสอน หรือมหาวิทยาลัยยังผลิตทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินที่ใส่เข้าไป

เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยน ความต้องการแรงงานในอนาคตไม่ได้มีเพียงเรื่องจำนวนคน แต่รวมถึงทักษะด้านดิจิทัล AI วิศวกรรม เทคโนโลยี และความสามารถในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ขณะเดียวกัน ทักษะพื้นฐานอย่างการอ่าน คณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาก็ยังเป็นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้
 
งบการศึกษาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ในทางเศรษฐศาสตร์ การศึกษาเป็นการลงทุนใน Human Capital เพราะความรู้และทักษะของคนมีผลต่อผลิตภาพ รายได้ และศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว การจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอจึงมีความสำคัญ แต่ประสบการณ์ของหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า จำนวนเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ทั้งหมด

ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับคุณภาพครู เยอรมนีเชื่อมการศึกษากับสถานประกอบการ จีนปรับหลักสูตรตามทิศทางอุตสาหกรรม ขณะที่สิงคโปร์พยายามปรับระบบการศึกษาให้ทันกับเทคโนโลยี แต่ละประเทศมีบริบทและวิธีการต่างกัน จึงไม่มีรูปแบบใดที่ไทยสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด

สำหรับไทย การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ แต่การพัฒนาคนใช้เวลานานกว่าการเพิ่มตัวเลขในงบประมาณ เด็กที่อยู่ในโรงเรียนวันนี้จะเป็นแรงงาน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และคนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า

การตัดสินใจเรื่องการศึกษาในวันนี้ จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยไปอีกนาน แล้วเราจะใช้เงินอย่างไรเพื่อสร้างคนที่พร้อมสำหรับโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 05 ต.ค. 2569 เวลา : 18:12:05
05-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 8 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบางนา-ตราด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (5 ต.ค.69) บวก 4.83 จุด ดัชนี 1,576.45 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (5 ต.ค.69) บวก 1.18 จุด ดัชนี 1,572.80 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways ราคายังสามารถรักษาระดับเหนือ 4,100 เหรียญ ได้ มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,200 เหรียญ

5. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาท่าทีเฟด หลังตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว

6. อุตุฯ ประกาศเตือน 5-7 ต.ค. ประเทศไทยตอนบนอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง / 9-13 ต.ค. ภาคตะวันออก-ภาคกลาง-กรุงเทพปริมณฑล-ภาคใต้ มีฝนเพิ่มขึ้น ฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (5 ต.ค.69) ประเทศไทยตอนบนอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง อาจเกิดฟ้าผ่าบางพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง / "กรุงเทพปริมณฑล และทุกภาคทั่วไทย" ฝน 60% เว้น ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 40%

8. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.30-33.85 ขณะบอนด์ยิลด์สหรัฐฯยังค้างสูง

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ ( 5 ต.ค.69) ปรับขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,950 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (5 ต.ค.69) บวก 9.30 จุด ดัชนี 1,580.92 จุด

11. ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (5 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์

12. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40 - 33.65 บาท/ดอลลาร์

13. ประกาศ กปน.: ด่วนมาก!!! วันนี้ 2 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล โรงงานผลิตน้ำสามเสน 2

14. ประกาศ กปน.: 6 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนจรัญสนิทวงศ์

15. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (2 ต.ค.69) บวก 7.71 จุด ดัชนี 1,571.62 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 5, 2026, 9:17 pm