
by วิภาดา จิณณวาโส
การประชุมระดับโลกหนึ่งสัปดาห์จะสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน คำถามนี้น่าสนใจไม่น้อยในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 191 ประเทศ มากกว่า 15,000 คน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักธุรกิจ นักวิชาการ และสื่อมวลชนจากทั่วโลก
สำหรับคนทั่วไป IMF อาจเป็นชื่อที่คุ้นหูจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 แต่บทบาทขององค์กรนี้กว้างกว่านั้น เพราะ IMF เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพทางการเงินโลก ให้คำแนะนำด้านนโยบายเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ ส่วน World Bank Group มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ ลดความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิต การประชุมประจำปีของทั้งสององค์กรจึงเป็นเวทีสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมาหารือเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน หนี้สาธารณะ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตลอดจนความท้าทายใหม่จากเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจึงไม่ได้มีความหมายแค่การจัดงานระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจหลายด้าน ตั้งแต่รายได้จากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุม ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และเปิดทางให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องมองให้ไกลกว่าเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในช่วงจัดงาน คือ ไทยจะต่อยอดโอกาสเหล่านี้ให้กลายเป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นจริงหลังการประชุมได้อย่างไร
เงินสะพัดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง บริษัทจัดงาน และบริการที่เกี่ยวข้อง การเดินทางมาของผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกันทำให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน
แต่รายได้จากการประชุมไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรมหรือธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะการรองรับงานระดับโลกต้องอาศัยผู้ประกอบการหลายประเภท ตั้งแต่บริษัทขนส่ง ผู้ผลิตอาหาร ร้านค้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ไปจนถึงแรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่บริการ หากผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานและรับคำสั่งซื้อได้มากขึ้น เงินที่ผู้เข้าร่วมใช้จ่ายก็มีโอกาสกระจายไปสู่ธุรกิจอื่นต่อเนื่องกัน
ถึงอย่างนั้น การมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะกลายเป็นรายได้สุทธิของประเทศ เพราะยังมีต้นทุนการจัดงานและค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อม รวมถึงรายได้บางส่วนที่อาจไม่ได้ตกอยู่กับธุรกิจไทยโดยตรง การประเมินผลประโยชน์จึงต้องแยกให้ออกระหว่างเงินสะพัด มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจริง และต้นทุนที่ใช้ไป ยิ่งไปกว่านั้น รายได้จากการจัดงานเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาจำกัด หากต้องการให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่านั้น โอกาสจากการพบปะผู้คนและองค์กรระดับโลกต้องถูกนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือที่ดำเนินต่อไปได้หลังงานสิ้นสุดลง
ดึงดูดการลงทุน เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทย
สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่าเงินที่หมุนเวียนในช่วงประชุม คือ โอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะผู้เข้าร่วมงานไม่ได้มีเพียงนักเศรษฐศาสตร์หรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังมีผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน และผู้แทนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนในหลายประเทศ การที่คนกลุ่มนี้เดินทางมารวมตัวกันในไทยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนได้สร้างความสัมพันธ์ นำเสนอศักยภาพของประเทศ และต่อยอดไปสู่การเจรจาทางธุรกิจ
เรื่องนี้มีความสำคัญต่อไทยในช่วงที่เศรษฐกิจยังต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมอย่างยานยนต์ไฟฟ้า, เซมิคอนดักเตอร์, Data Center และพลังงานสะอาด ล้วนเป็นสาขาที่ไทยต้องการดึงดูดเงินลงทุนเพิ่มเติม การได้สื่อสารกับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศจึงเป็นช่องทางหนึ่งในการแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งของไทย ทั้งทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
หากการพบปะเหล่านี้นำไปสู่การลงทุนจริง ผลประโยชน์ก็อาจมากกว่าเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศ เพราะโครงการลงทุนใหม่สามารถสร้างงาน เพิ่มความต้องการใช้สินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นักลงทุนยังต้องพิจารณาต้นทุนพลังงาน คุณภาพแรงงาน กฎระเบียบ และความชัดเจนของนโยบายด้วย
ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพอาจช่วยเปิดประตูและสร้างความสนใจได้ แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าไทยได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน คือ ความสามารถในการเปลี่ยนความสนใจนั้นให้กลายเป็นโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง หากหลังการประชุมไม่มีการติดตามผลหรือปรับปรุงเงื่อนไขที่ยังเป็นอุปสรรค โอกาสที่เกิดขึ้นก็อาจจบลงพร้อมกับงานได้เช่นกัน
และอีกด้านหนึ่ง ไทยยังมีโอกาสต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ เพราะการประชุมระดับโลกช่วยแสดงให้เห็นความพร้อมของประเทศ ทั้งสถานที่จัดงาน โรงแรม ระบบคมนาคม และบริการต่าง ๆ หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้จัดงานและองค์กรระหว่างประเทศได้ ก็อาจเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการประชุม งานแสดงสินค้า และกิจกรรมทางธุรกิจอื่น ๆ ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเท่านั้น
จากเทคโนโลยีการเงินไทย สู่โอกาสในตลาดโลก
นอกจากการดึงดูดเงินลงทุนแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังเป็นเวทีให้ไทยนำเสนอประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีทางการเงิน โดยเฉพาะ “แนวคิด Bangkok Blueprint” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการทางการเงินได้มากขึ้น พร้อมยกระดับความปลอดภัยในการใช้งาน
ประเทศไทยมีประสบการณ์ด้านการชำระเงินดิจิทัลและบริการทางการเงินผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เป๋าตังและถุงเงิน ซึ่งช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังผลักดัน “แนวคิด Safe and Inclusive Digital Finance” หรือการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม โดยให้ความสำคัญทั้งกับการป้องกันภัยทางการเงินและการลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ
ประเด็นนี้จะมีความเชื่อมโยงกับโจทย์เศรษฐกิจที่หลายประเทศกำลังเผชิญ เพราะแม้เทคโนโลยีจะทำให้การทำธุรกรรมสะดวกและรวดเร็วขึ้น แต่ประชาชนบางกลุ่มยังขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ภัยหลอกลวงทางออนไลน์และความเสี่ยงจากระบบดิจิทัลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากไทยสามารถนำประสบการณ์ที่มีไปแลกเปลี่ยนกับประเทศสมาชิก และพัฒนาความร่วมมือที่นำไปใช้ได้จริง ก็อาจเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยต่อยอดองค์ความรู้และบริการทางการเงินไปสู่ตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การนำเสนอแนวคิดบนเวทีโลกยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นจริงต่อเมื่อมีการพัฒนาระบบที่ปลอดภัย มีมาตรฐานที่เหมาะสม และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงทำให้เทคโนโลยีทันสมัยขึ้น แต่ปล่อยให้คนที่มีรายได้น้อยหรือผู้ประกอบการรายเล็กยังเข้าไม่ถึงโอกาสเหมือนเดิม
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องการสร้างบทบาท Trusted Connector หรือประเทศที่ได้รับความไว้วางใจให้เชื่อมโยงประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ บทบาทนี้อาจช่วยเปิดทางให้เกิดความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น แต่ความน่าเชื่อถือไม่สามารถสร้างได้จากการจัดประชุมเพียงครั้งเดียว หากต้องอาศัยนโยบายที่ต่อเนื่อง กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในระยะยาว
ผลประโยชน์ต้องไม่หยุดอยู่แค่ตัวเลขเงินสะพัด
ท้ายที่สุด การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 จะสร้างประโยชน์ให้ไทยได้มากแค่ไหน ไม่ควรวัดจากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมหรือมูลค่าเงินสะพัดที่คาดการณ์ไว้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูต่อว่าหลังจบงานแล้วมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ธุรกิจไทยได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นแค่ไหน และความร่วมมือที่เกิดขึ้นนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มผลิตภาพได้มากน้อยเพียงใด
ที่สำคัญ ผลประโยชน์เหล่านี้ควรกระจายไปถึงธุรกิจขนาดเล็กและประชาชนด้วย เพราะการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่เพียงบางกลุ่มอาจไม่เพียงพอที่จะยกระดับเศรษฐกิจโดยรวม การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างปลอดภัย จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงโอกาสระดับโลกเข้ากับเศรษฐกิจฐานราก
สำหรับไทยที่ยังต้องเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่ ๆ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาเศรษฐกิจ เพราะการเติบโตในระยะยาวยังต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเพิ่มทักษะแรงงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
หากไทยสามารถเปลี่ยนการพบปะกับผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนให้เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริง เปลี่ยนความสนใจของต่างชาติให้กลายเป็นการลงทุน และทำให้โอกาสเหล่านั้นส่งต่อไปถึงธุรกิจและประชาชนได้ การประชุมที่ใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็อาจสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกหลายปี แต่หากไม่มีการต่อยอด สิ่งที่เหลืออยู่อาจเป็นเพียงภาพความสำเร็จของการจัดงาน มากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในเศรษฐกิจไทย
ข่าวเด่น