
• ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา GDP ต่อหัวของหลายประเทศเพิ่มขึ้น แต่ด้วยความเร็วและเส้นทางที่แตกต่างกัน บางประเทศเติบโตจากเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะที่บางประเทศได้ประโยชน์จากการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงของ Supply Chain โลก
• จีน อินเดีย และเวียดนามมี GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเวียดนามที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2015–2025 ควบคู่กับการขยายตัวของ FDI การส่งออก และบทบาทใน Supply Chain โลก
• ประเทศพัฒนาแล้วยังคงมี GDP ต่อหัวสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายเท่า โดยสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 90,027 ดอลลาร์ และสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 111,047 ดอลลาร์ ในปี 2025
• แม้หลายประเทศกำลังพัฒนาจะค่อย ๆ ไล่ตามขึ้นมา แต่ช่องว่างของระดับ GDP ต่อหัวยังคงสูงมาก โดยลักเซมเบิร์กอยู่ที่ประมาณ 147,252 ดอลลาร์ ขณะที่มาลาวีอยู่ที่เพียง 672 ดอลลาร์
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปไม่น้อย
จีนใหญ่ขึ้น อินเดียกำลังขึ้นมาเป็นอีกขั้วของเศรษฐกิจโลก เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
แต่ถ้ามอง GDP ต่อหัว ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าประชากรโดยเฉลี่ยจะมีระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อคนสูงตามไปด้วย
ตัวอย่างชัดเจนคือจีน แม้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ GDP ต่อหัวในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 13,862 ดอลลาร์ เทียบกับสหรัฐฯ ที่ประมาณ 90,027 ดอลลาร์ ช่องว่างจึงยังห่างกันมาก
และนี่ทำให้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจว่า ประเทศไหนกำลัง “ไล่ทัน” และประเทศไหนกำลังเดินช้ากว่าคู่แข่ง
จีน: จากโรงงานโลกสู่มหาอำนาจเทคโนโลยี
หนึ่งในประเทศที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ “จีน” โดย GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,103 ดอลลาร์ในปี 2015 เป็น 13,862 ดอลลาร์ในปี 2025
โครงสร้างเศรษฐกิจจีนค่อย ๆ เปลี่ยนจากการพึ่งพาการผลิตที่ใช้แรงงานและต้นทุนต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หลายอุตสาหกรรมที่จีนเคยเป็นเพียงฐานการผลิต วันนี้บริษัทจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยี สร้างแบรนด์ และแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยตัวเองมากขึ้น จีนจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะ “โรงงานโลก” เหมือนในอดีต แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีแห่งอนาคต
อินเดีย: ยักษ์ใหญ่ที่กำลังขยับ
แม้ GDP ต่อหัวของอินเดียในปี 2025 จะยังอยู่ที่ประมาณ 2,703 ดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบกับราว 1,641
ดอลลาร์ในปี 2015ก็เพิ่มขึ้นถึง 65% ในเวลา 10 ปี
จุดแข็งของอินเดียอยู่ที่ประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน แรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก บุคลากรด้านวิศวกรรมและไอที รวมถึงตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน กระแสการกระจาย Supply Chain ออกจากจีนก็เปิดโอกาสให้อินเดียดึงดูดการลงทุนในภาคการผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์
ความท้าทายของอินเดียมี คือ การเปลี่ยนประชากรจำนวนมหาศาลให้เป็นแรงงานที่มีผลิตภาพสูง และสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากพอ เพื่อสร้างโอกาสให้อินเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
เวียดนาม: ดาวรุ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หนึ่งในประเทศที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในอาเซียนช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือ “เวียดนาม” โดย GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,581 ดอลลาร์ในปี 2015 เป็น 5,066 ดอลลาร์ในปี 2025 หรือเกือบเท่าตัวในเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ
เบื้องหลังการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain โลกมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การเข้าร่วม FTA หลายฉบับช่วยให้เวียดนามเชื่อมโยงกับตลาดสำคัญทั่วโลกได้มากขึ้น
บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Samsung มีฐานการผลิตสำคัญอยู่ในเวียดนาม ขณะที่ Supply Chain ของ Apple และบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ก็ขยายการผลิตเข้ามามากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศที่ใช้ "โลกาภิวัตน์" เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศ
สหรัฐฯ: ศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมโลก
แม้จีนและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สหรัฐฯ ยังคงเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดย GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 56,800 ดอลลาร์ในปี 2015 เป็น 90,027 ดอลลาร์ในปี 2025
เบื้องหลังความแข็งแกร่งของสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกิดจากระบบเศรษฐกิจที่มีทั้งตลาดทุนขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยและงานวิจัยชั้นนำ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft, Apple, Nvidia, Amazon และ Google ที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้
ความได้เปรียบนี้ยังเห็นได้ชัดในยุค AI โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านเงินลงทุน AI และเป็นแหล่งกำเนิดโมเดล AI ชั้นนำจำนวนมาก ทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และช่วยรักษาระยะห่างจากหลายประเทศที่กำลังไล่ตาม
ญี่ปุ่น: การต่อสู้กับสังคมสูงวัย
ญี่ปุ่นมีภาพที่แตกต่างจากหลายประเทศในเอเชีย โดย GDP ต่อหัวเมื่อวัดในรูปดอลลาร์สหรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังผันผวนตามค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่สามารถตีความได้ตรง ๆ ว่าความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นลดลงตามตัวเลขในรูปดอลลาร์
แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอย่างชัดเจนคือปัญหาเชิงโครงสร้างจาก สังคมสูงวัย อัตราการเกิดต่ำ และจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ยากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการเพิ่มผลิตภาพ เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติมากขึ้น
ญี่ปุ่นจึงเป็นกรณีที่น่าสนใจของประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงแล้ว แต่ต้องหาวิธีรักษาการเติบโตท่ามกลางประชากรที่ลดลง ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญเช่นกัน และเป็นเรื่องที่ไทยต้องจับตามอง เพราะกำลังเข้าสู่เส้นทางประชากรในลักษณะเดียวกัน
เกาหลีใต้: พลังของการลงทุนในคน
หลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีใต้สามารถเปลี่ยนตัวเองจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศรายได้สูง โดย GDP ต่อหัวในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 36,227 ดอลลาร์
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่การลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน ไปจนถึงการทุ่มงบวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเกาหลีใต้ใช้จ่ายด้าน R&D สูงถึงประมาณ 5.1% ของ GDP ซึ่งอยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของ OECD
การลงทุนเหล่านี้ช่วยให้เกาหลีใต้สร้างอุตสาหกรรมที่แข่งขันในตลาดโลกได้ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ไปจนถึงแบตเตอรี่ โดยมีบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Samsung, Hyundai, SK และ LG เป็นกำลังสำคัญ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่าง K-Pop ภาพยนตร์ ซีรีส์ อาหาร และเครื่องสำอาง ก็เติบโตขึ้นและช่วยขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของเกาหลีไปทั่วโลก
เส้นทางของเกาหลีใต้จึงแสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ หากสามารถลงทุนใน คน ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ได้อย่างต่อเนื่อง
สิงคโปร์: ประเทศเล็ก แต่รายได้สูงระดับโลก
แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กและมีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคน แต่สิงคโปร์มี GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 55,646 ดอลลาร์ในปี 2015 เป็น 98,814 ดอลลาร์ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 80% ในช่วง 10 ปี
ความสำเร็จของสิงคโปร์ไม่ได้มาจากขนาดของตลาดหรือทรัพยากรธรรมชาติ แต่เกิดจากการเป็นศูนย์กลางสำคัญของเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการเงิน การค้าและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ
บริษัทข้ามชาติจำนวนมากจึงเลือกสิงคโปร์เป็นฐานสำหรับดำเนินธุรกิจในเอเชีย ทำให้ประเทศสามารถดึงกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ สิงคโปร์จึงแสดงให้เห็นว่า ขนาดของประเทศไม่ใช่ข้อจำกัด หากสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและสร้างกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้
ไทย: โตต่อ แต่ยังไม่พอ
ไทยมี GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,700 ดอลลาร์ในปี 2015 เป็น 8,057 ดอลลาร์ในปี 2025 แต่เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชียที่กำลังไล่ตามขึ้นมา จะเห็นว่าไทยขยับค่อนข้างช้า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจีน เวียดนาม และอินเดีย
ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจไม่เติบโตเลย แต่อยู่ที่แรงขับเคลื่อนเดิมเริ่มพาเราไปได้ไม่เร็วเหมือนในอดีต ขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนแรงงานเริ่มลดลง การลงทุนและผลิตภาพเติบโตช้า และหลายอุตสาหกรรมที่เคยเป็นจุดแข็งกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง ไทยยังมีโอกาสจากอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งแต่การผลิตขั้นสูงและ EV ไปจนถึงดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้นด้วย
ช่องว่างระหว่างประเทศยังห่างกันมาก
แม้หลายประเทศจะมี GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้น แต่ระยะห่างระหว่างประเทศร่ำรวยที่สุดกับประเทศยากจนที่สุดยังคงกว้างมาก ในปี 2025 ลักเซมเบิร์กมี GDP ต่อหัวประมาณ 147,252 ดอลลาร์ และสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 111,047 ดอลลาร์ ขณะที่มาลาวีอยู่ที่เพียง 672 ดอลลาร์ ห่างกันมากกว่า 200 เท่า
แน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรถูกตีความว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศกำลังเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อปรับความแตกต่างด้านค่าครองชีพและมองในระยะยาว หลายประเทศกำลังพัฒนาสามารถไล่ตามประเทศรายได้สูงได้ โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย
แต่การมีทรัพยากรมากหรือประชากรมากไม่ได้รับประกันว่าประเทศหนึ่งจะสร้างรายได้ต่อคนได้สูงกว่าอีกประเทศ บางประเทศเติบโตจากการดึงการลงทุนและเข้าไปอยู่ใน Supply Chain โลก บางประเทศสร้างความได้เปรียบจากเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะที่บางประเทศลงทุนกับคนและเพิ่มผลิตภาพจนสามารถขยับจากประเทศรายได้ปานกลางขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูง
สำหรับไทย ประเทศที่เคยมี GDP ต่อหัวต่ำกว่าเรากำลังไล่ขึ้นมา ขณะที่ประเทศที่อยู่ข้างหน้าก็ยังลงทุนในเทคโนโลยี ทักษะ และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงจึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะทำให้คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน ภายใต้ข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานที่ลดลง และโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น
และนี่คือ การแข่งขันกับตัวเอง มากกว่าการแข่งขันว่าไทยจะต้องแซงประเทศไหน
ข่าวเด่น