แบงก์-นอนแบงก์
ธนาคารไทยเครดิต โชว์โมเดลความสำเร็จบนเวทีโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ชูยุทธศาสตร์ผสานคนและเทคโนโลยี ขับเคลื่อนผู้ประกอบการรายย่อยและ Micro SMEs สู่ความยั่งยืน


ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) โดย นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้รับเกียรติร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีเสวนาระดับสากล ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา เผยโมเดลความสำเร็จของธนาคารไทยเครดิต ในฐานะธนาคารพาณิชย์แห่งเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการให้บริการรายย่อยและผู้ประกอบการ Micro SMEs อย่างจริงจัง จนสามารถครอบคลุมส่วนแบ่งทางการตลาดได้ถึง 30 – 40% พร้อมตอกย้ำพันธกิจในการปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน เพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ

 
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารไทยเครดิตเริ่มต้นจากการเป็นธนาคารขนาดเล็กที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดรวมเพียงประมาณ 1% แต่มุ่งมั่นที่จะเติมเต็มช่องว่างทางการเงินให้กับกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ (Underserved) ซึ่งในอดีตต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเป็นหลัก ด้วยธุรกิจโมเดลที่เป็นเอกลักษณ์ ไทยเครดิตได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ธุรกิจ Micro Finance และ Micro SMEs  สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน สร้างผลกำไร และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับหลักการ ‘การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending)’ และปรัชญาที่ยึดมั่นว่า ‘เป้าหมายของธนาคารต้องควบคู่ไปกับความสำเร็จของลูกค้า’ ภายในงาน ธนาคารไทยเครดิตได้นำเสนอ 4 เสาหลักสำคัญ ที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน Micro Finance และ Micro SMEs ผ่านเวทีเสวนา ได้แก่

 
1. ผสานจุดแข็ง Human Touch ร่วมกับ Digital Technology: แม้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐจะช่วยให้เห็นกระแสเงินสดของการดำเนินธุรกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่หัวใจสำคัญของ Micro SMEs คือ ‘ความสัมพันธ์และการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง’ ธนาคารจึงวางโครงสร้างให้พนักงานลงพื้นที่พบปะลูกค้าโดยตรงผ่านเครือข่ายสาขาเพื่อการให้สินเชื่อโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันได้นำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการระบบหลังบ้าน เพื่อลดต้นทุนและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินผ่าน Financial Edutainment: ปัญหาสำคัญของกลุ่มผู้ค้ารายย่อยอย่างพ่อค้าแม่ค้าไม่ใช่เรื่องความขยันหรือทักษะการค้าขาย แต่เป็นเรื่องความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการเงินอย่างถูกวิธี ธนาคารจึงได้ริเริ่มโครงการ “ตังค์โต Know-how” ถ่ายทอดความรู้ทางการเงินรูปแบบที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้วกว่า 380,000 คน ทั้งกลุ่มลูกค้าและประชาชนทั่วไป ครอบคลุมหลักสูตรการจัดการบัญชี การรู้ทันภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนการนำ AI มาประยุกต์ใช้ทำสื่อประชาสัมพันธ์ร้านค้าด้วยตนเอง

3. มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและผู้ไร้ประวัติเครดิต: ปัจจุบัน พอร์ตสินเชื่อของธนาคารเป็นกลุ่มผู้ประกอบการสตรีสูงถึง 70% โดยธรรมชาติ สะท้อนถึงกลุ่มที่มีวินัยทางการเงินและความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ในเกณฑ์สูง นอกจากนี้ ธนาคารยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการเงินให้แก่ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติในเครดิตบูโร ซึ่งในอดีตมีสัดส่วนสูงถึง 70 – 80% ในช่วงเริ่มต้นโครงการ และปัจจุบันยังคงมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 27% ของผู้ขอสินเชื่อทั้งหมด

4. พลังขับเคลื่อนจากความร่วมมือและนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ: ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ธนาคารสามารถขยายการให้บริการสินเชื่อได้อย่างครอบคลุม คือเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ควบคู่กับกลไกค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงเงินทุนในระบบได้อย่างเท่าเทียม

ด้านผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มธนาคารโลกและวิทยากรจาก IMF ได้กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยและธนาคารไทยเครดิต ในฐานะตัวอย่างความสำเร็จของการปิดช่องว่างทางการเงินให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและ Micro SMEs โดยชี้ว่า การผสานเทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ตลอดจนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนที่นำข้อมูลมาประยุกต์ควบคู่กับความเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง จะเป็นโมเดลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกต่อไป
 
ธนาคารไทยเครดิตยังคงยึดมั่นในวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นการ 'ช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน' พร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจของธนาคารที่ว่า 'ทุกคนคือคนสำคัญ' นายรอยย์ กล่าวสรุป
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 19 ต.ค. 2569 เวลา : 17:12:27
19-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (19 ต.ค.69) ลบ 1.29 จุด ดัชนี 1,571.72 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (19 ต.ค.69) บวก 1.92 จุด ดัชนี 1,574.93 จุด

3. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่ประมาณ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยเฟด

4. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.25-33.65 มองดอลลาร์อาจเข้าโหมดปรับฐาน

5. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกยังฟื้นตัวกลับขึ้นเหนือระดับ 4,150 เหรียญในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ภาพรวมทั้งสัปดาห์ยังปิดลบราว 25 เหรียญ

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (19 ต.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนตกหนัก 70% ภาคกลาง 60% ภาคอีสาน 30% ภาคเหนือ 10%

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (19 ต.ค.69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,950 บาท

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (19 พ.ค.69) ลบ 1.25 จุด ดัชนี 1,516.49 จุด

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.25 - 33.55 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (19 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์

11. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (15 ต.ค.69) บวก 62.20 เหรียญ รับดอลลาร์อ่อนค่า-บอนด์ยีลด์ย่อตัว จับตาถ้อยแถลงประธานเฟด

12. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (15 ต.ค.69) พุ่ง 556.21 จุด รับแรงซื้อกลุ่มเฮลธ์แคร์-สินค้าอุปโภคบริโภค

13. ทองเปิดตลาดวันนี้ (16 ต.ค.69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,800 บาท

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ต.ค.69) กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ 40% ภาคอีสาน 20%

15. ประกาศ กปน.: 21 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชพฤกษ์ตัดถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 19, 2026, 6:15 pm