เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : อุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย ขุมทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ที่รอการต่อยอด


     by วิภาดา จิณณวาโส
 
เมื่อพูดถึงจุดแข็งของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติ นอกจากการท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรมแล้ว การรักษาพยาบาลก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เพราะไทยมีทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ โรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากล และค่ารักษาพยาบาลที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีมาตรฐานการรักษาใกล้เคียงกัน
 
ข้อได้เปรียบนี้ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่ต้องการเดินทางมารักษาพยาบาลจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน เมื่อผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น โอกาสของไทยก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ยังครอบคลุมไปถึงการป้องกันโรค การฟื้นฟูร่างกาย และการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสุขภาวะ หรือ Wellness Economy ที่กำลังเติบโตขึ้นทั่วโลก

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาวะของไทยมีมูลค่า 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.1% จากปี 2023 ทำให้ไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ หรือ Wellness Tourism มีมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 36.4% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจสุขภาพไม่ใช่เพียงกระแสการใช้ชีวิตของผู้บริโภค แต่เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้จริง

อย่างไรก็ตาม การจะใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย จำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าการดึงชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาล เพราะหัวใจของการเติบโตไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างธุรกิจและบริการที่เกี่ยวข้องให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ

จาก Medical Tourism สู่ตลาดสุขภาพที่กว้างกว่าเดิม

จุดเริ่มต้นของไทยอยู่ที่ Medical Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งหมายถึงการเดินทางข้ามประเทศเพื่อเข้ารับบริการรักษาพยาบาล ตั้งแต่การผ่าตัด การรักษาโรคเฉพาะทาง ทันตกรรม ไปจนถึงการตรวจสุขภาพ ผู้ใช้บริการกลุ่มนี้มักพิจารณาทั้งคุณภาพการรักษา ค่าใช้จ่าย และความสะดวกในการเดินทาง โดยไทยมีข้อได้เปรียบจากการให้บริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานในราคาที่แข่งขันได้

ข้อมูลภาครัฐระบุว่า ค่ารักษาพยาบาลในไทยอาจต่ำกว่าประเทศตะวันตกประมาณ 30–70% ขึ้นอยู่กับประเภทบริการและประเทศที่ใช้เปรียบเทียบ ขณะที่ประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก Joint Commission International (มาตรฐานการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลระดับนานาชาติ โดยพิจารณาตั้งแต่ความปลอดภัยของผู้ป่วย คุณภาพการรักษา ไปจนถึงระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ใช้บริการจะได้รับการดูแลตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด) มากกว่า 60 แห่งตามข้อมูลที่หน่วยงานภาครัฐเผยแพร่ในปี 2026 สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ไทยในตลาดผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งไม่ได้ต้องการเพียงบริการราคาถูก แต่ต้องการความมั่นใจว่าจะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพด้วย

ในมุมเศรษฐกิจ การเดินทางมารักษาพยาบาลยังสร้างรายได้มากกว่าค่าบริการที่จ่ายให้โรงพยาบาล เพราะผู้ป่วยบางรายต้องพักในไทยเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ และอาจมีญาติหรือผู้ดูแลเดินทางมาด้วย จึงเกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องกับที่พัก อาหาร การเดินทาง และบริการอื่น ๆ หากผู้ป่วยต้องพักฟื้นต่อ ก็ยังมีโอกาสสร้างรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพอีกด้วย

นั่นหมายความว่า Medical Tourism สามารถเชื่อมโยงรายได้จากภาคการแพทย์เข้ากับภาคการท่องเที่ยวและบริการได้ แต่การเติบโตจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าประเทศสามารถเชื่อมโยงธุรกิจเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้โรงพยาบาลเป็นผู้รับรายได้หลักเพียงกลุ่มเดียว

ขณะเดียวกัน ตลาดสุขภาพกำลังขยายขอบเขตออกไปมากกว่าการรักษาโรค ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนเกิดปัญหา ทั้งการตรวจสุขภาพ การออกแบบโภชนาการ การจัดการความเครียด การออกกำลังกาย และการฟื้นฟูร่างกาย แนวโน้มนี้ทำให้ Wellness Economy มีความหมายกว้างกว่า Medical Tourism เพราะไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะผู้ป่วย แต่รวมถึงคนที่ต้องการรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอด้วย

สำหรับไทย มันคือโอกาสในการต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลและคลินิกที่ให้บริการตรวจสุขภาพ โรงแรมและรีสอร์ตที่พัฒนาบริการพักผ่อนเพื่อสุขภาวะ ธุรกิจสปาและนวดไทย ตลอดจนอาหารสุขภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพร หากสามารถออกแบบบริการเหล่านี้ให้เชื่อมโยงกันได้ ก็จะทำให้ไทยมีทางเลือกในการสร้างรายได้มากกว่าการแข่งขันด้านราคาค่ารักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว

เปลี่ยนชื่อเสียงทางการแพทย์ของไทยให้เป็นรายได้ระยะยาว

การที่ตลาด Wellness Economy ของไทยมีมูลค่า 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้หมายความว่ารายได้ทั้งหมดเป็นเงินที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะตลาดนี้ครอบคลุมกิจกรรมและการใช้จ่ายด้านสุขภาวะหลายประเภท ทั้งจากคนไทยและชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ขนาดตลาดและการเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยมีฐานธุรกิจที่สามารถนำมาต่อยอดได้ หากต้องการเพิ่มรายได้จากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

โอกาสสำคัญจึงอยู่ที่การขยับจากการขายบริการเป็นครั้ง ๆ ไปสู่การสร้างประสบการณ์และบริการที่ตอบโจทย์ได้ต่อเนื่อง เช่น ผู้ที่เดินทางมาตรวจสุขภาพอาจสนใจบริการด้านโภชนาการและการออกกำลังกายเพิ่มเติม ขณะที่ผู้ที่เข้ารับการรักษาอาจต้องการบริการฟื้นฟูที่เหมาะสมหลังออกจากโรงพยาบาล การเชื่อมต่อบริการเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ต่อผู้ใช้บริการ และเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจหลายประเภทเข้ามามีส่วนร่วม

อีกด้านหนึ่ง ไทยยังสามารถใช้จุดแข็งด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ เช่น นวดไทย สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่การนำสิ่งเหล่านี้ไปแข่งขันในตลาดโลกจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ไม่ใช่อาศัยเพียงภาพจำว่าไทยเป็นประเทศที่มีบริการผ่อนคลายหรือมีวัฒนธรรมด้านสุขภาพที่โดดเด่น

ภาครัฐเองก็เริ่มผลักดันแนวทางนี้ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติในช่วงปี 2025 - 2034 ซึ่งครอบคลุมทั้งบริการทางการแพทย์ ธุรกิจสุขภาวะ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การศึกษาและวิจัย ตลอดจนการจัดประชุมและกิจกรรมด้านสุขภาพ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามที่จะขยายอุตสาหกรรมจากการให้บริการรักษาพยาบาลไปสู่ระบบธุรกิจสุขภาพที่ครบวงจรมากขึ้น

หากทำได้จริง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้จำกัดอยู่กับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ผู้ผลิตสมุนไพร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแรงงานในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม การกระจายรายได้เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จำเป็นต้องมีการพัฒนาผู้ประกอบการ การสร้างมาตรฐานบริการ และการเชื่อมโยงธุรกิจในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ

และความท้าทายอีกด้าน คือ บุคลากร เพราะการขยายตลาดสุขภาพต้องอาศัยทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ และผู้ให้บริการด้านสุขภาวะที่มีทักษะเหมาะสม หากไทยมุ่งดึงดูดผู้ใช้บริการที่มีกำลังซื้อสูง แต่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรและพัฒนาทักษะให้ทันความต้องการ การเติบโตอาจติดข้อจำกัดด้านกำลังคน ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้การขยายบริการสำหรับชาวต่างชาติซ้ำเติมปัญหาการกระจายบุคลากรและการเข้าถึงบริการของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

ท้ายที่สุด การผลักดัน Medical Tourism และ Wellness Economy จึงไม่ควรวัดความสำเร็จจากจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้รวมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าไทยสามารถสร้างธุรกิจใหม่ เพิ่มมูลค่าจากสินค้าและบริการ พัฒนาบุคลากร และกระจายประโยชน์ไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างได้มากแค่ไหน ไทยมีต้นทุนสำคัญอยู่แล้ว ทั้งชื่อเสียงด้านการแพทย์ ความสามารถในการให้บริการในราคาที่แข่งขันได้ และความหลากหลายของธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ แต่การมีข้อได้เปรียบไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว เพราะประเทศอื่นก็สามารถพัฒนาบริการและดึงดูดผู้ใช้บริการกลุ่มเดียวกันได้เช่นกัน

สิ่งที่ไทยต้องทำต่อจึงไม่ใช่เพียงประชาสัมพันธ์ให้คนต่างชาติรู้จักบริการสุขภาพของไทยมากขึ้น แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้บริการเหล่านี้มีคุณภาพ เชื่อมโยงกัน และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง หากสามารถเปลี่ยนชื่อเสียงด้านการรักษาพยาบาลให้เป็นอุตสาหกรรมสุขภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ Wellness Economy ก็มีโอกาสเป็นมากกว่ากระแสใหม่ของการท่องเที่ยว แต่เป็นอีกหนึ่งฐานรายได้ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 28 ต.ค. 2569 เวลา : 17:07:44
28-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (28 ต.ค.69) ลบ 8.92 จุด ดัชนี 1,566.10 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (28 ต.ค.69) ลบ 3.54 จุด ดัชนี 1,571.48 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (28 ต.ค.69) ลบ 2.52 จุด ดัชนี 1,572.50 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำรีบาวด์กลับขึ้นมายืนเหนือ 4,050 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ราคาปรับขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,070 เหรียญ

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (27 ต.ค.69) บวก 15.99 จุด, Nasdaq พุ่งแรงกว่า 300 จุด รับแรงซื้อหุ้น AI-ราคาน้ำมันชะลอตัว

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (28 ต.ค.69) ภาคใต้ ฝนตกหนัก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 60% ภาคตะวันออก 40% ภาคเหนือ 20% ภาคอีสาน 10%

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70 - 33.95 บาท/ดอลลาร์

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (27 ต.ค.69) บวก 36.20 ดอลลาร์ ขานรับน้ำมันชะลอตัวต่อเนื่อง จับตาประชุมเฟดคืนนี้

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (28 ต.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.79 บาทต่อดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาด (28 ต.ค.69) ปรับขึ้น 900 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,700 บาท

11. ประกาศ กปน.: ด่วนมาก!!! คืนวันนี้ 27 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนทางรถไฟสายเก่าปากน้ำ และถนนสุขุมวิท

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (27 ต.ค. 69) ลบ 4.01 จุด ดัชนี 1,575.02 จุด

13. ประกาศ กปน.: 28 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 3

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (27 ต.ค. 69) ลบ 0.09 จุด ดัชนี 1,578.94 จุด

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ต.ค.69) ภาคใต้ ฝั่ง ตต. ฝนตกหนัก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60% ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 40% ภาคอีสาน 20%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 28, 2026, 6:58 pm