
by วิภาดา จิณณวาโส
ในวันที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรง และความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกเพิ่มขึ้น สิ่งที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังทางทหารหรือสะสมอาวุธ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ แม้ในวันที่ระบบเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานเกิดความปั่นป่วน
หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจ คือ การที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นไว้ภายในบ้าน โดยญี่ปุ่นเตรียมออกคำเรียกร้องให้ประชาชนตระเตรียมเสบียงเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ขณะที่อังกฤษเปิดตัวแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ครัวเรือนมีอาหารและน้ำดื่มเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 3 วัน ส่วนสหรัฐก็มีรายงานว่า กระทรวงกลาโหมกำลังผลักดันโครงการ FORTRESS เพื่อยกระดับความสามารถของฐานทัพให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานภายนอก โดยมีรายงานถึงเป้าหมายการพึ่งพาตนเองได้นานถึง 90 วัน
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเหล่านี้มีที่มาและวัตถุประสงค์แตกต่างกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติ อังกฤษต้องการให้ประชาชนรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจทำให้ไฟฟ้า น้ำประปา หรือระบบสื่อสารหยุดทำงาน ขณะที่สหรัฐมุ่งสร้างความต่อเนื่องในการปฏิบัติการทางทหาร แต่เมื่อมองภาพรวม การเตรียมสำรองเสบียงที่เกิดขึ้นสะท้อนแนวคิดด้านความมั่นคงที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือประเทศต่าง ๆ ไม่ได้มองความมั่นคงผ่านกำลังทางทหารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรักษาระบบเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชนให้เดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
เมื่อห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก อาหารที่มีอยู่ก็อาจไปไม่ถึงประชาชน
ที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจโลกให้ความสำคัญกับการผลิตและขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แนวคิด Just-in-Time (JIT) จึงกลายเป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่ได้รับความนิยม โดยธุรกิจจะพยายามจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าในปริมาณเท่าที่จำเป็น เพื่อลดต้นทุนสินค้าคงคลังและเงินทุนที่ต้องจมอยู่กับ สต็อกสินค้า ขณะที่อาศัยเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบขนส่งระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงกันเพื่อส่งมอบสินค้าให้ทันเวลา
แนวทางดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนและแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ที่ทำให้การผลิตหรือขนส่งหยุดชะงักมากขึ้นเช่นกัน เพราะเมื่อธุรกิจไม่มีวัตถุดิบหรือสินค้าเหลือสำรองมากนัก การขาดส่งมอบจากผู้ผลิตเพียงแห่งเดียว หรือการปิดเส้นทางขนส่งสำคัญ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตและผู้บริโภคในอีกหลายประเทศ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้โรงงานหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงาน การขนส่งระหว่างประเทศติดขัด และสินค้าจำเป็นบางประเภทขาดแคลนในตลาด เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศและภาคธุรกิจเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีแผนรองรับเมื่อระบบเกิดปัญหา
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับการค้าโลก เพราะสงครามหรือความตึงเครียดระหว่างประเทศสามารถส่งผลต่อเส้นทางเดินเรือ การขนส่งพลังงาน และการเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญได้ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นเส้นทางขนส่ง การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน หรือมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้า ล้วนสามารถทำให้สินค้าที่เคยหาได้ตามปกติกลายเป็นสินค้าขาดแคลนหรือมีราคาสูงขึ้นในเวลาไม่นาน
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ความมั่นคงทางอาหาร ไม่ได้หมายถึงการมีอาหารเพียงพอในภาพรวมเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการผลิต จัดเก็บ ขนส่ง และกระจายอาหารไปถึงประชาชนได้อย่างต่อเนื่องด้วย เพราะแม้ประเทศจะมีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก แต่หากขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า ปุ๋ย วัตถุดิบสำหรับแปรรูป หรือระบบขนส่ง อาหารก็อาจไม่สามารถเดินทางจากแหล่งผลิตไปยังตลาดได้ตามปกติ
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้าง Supply Chain Resilience หรือความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลดต้นทุน แต่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อ วัตถุดิบ เส้นทางขนส่ง และแหล่งผลิตได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด รวมถึงมีสินค้าสำรองเพียงพอสำหรับประคองธุรกิจในช่วงที่ระบบปกติไม่สามารถทำงานได้
แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคอาหาร แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของภาคธุรกิจโดยรวม จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการมีต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนกับความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจต้องยอมแบกรับค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้าและสินค้าสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับความมั่นใจว่าจะยังสามารถผลิตและส่งมอบสินค้าได้ แม้เกิดวิกฤตขึ้นก็ตาม
โจทย์ของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหาร
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีทั้งโอกาสและความท้าทาย เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มีสินค้าส่งออกสำคัญตั้งแต่ข้าว น้ำตาล ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ไปจนถึงอาหารแปรรูป ซึ่งทำให้ไทยมีบทบาทในฐานะหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารของตลาดโลก
เมื่อหลายประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ความต้องการสินค้าจากประเทศที่สามารถผลิตและส่งมอบอาหารได้อย่างสม่ำเสมอจึงอาจกลายเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะหากสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศได้ว่า แม้เกิดความขัดแย้งหรือการหยุดชะงักของระบบขนส่ง ก็ยังมีความสามารถในการรักษาปริมาณและคุณภาพการส่งมอบสินค้าได้
อย่างไรก็ตาม การเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารไม่ได้หมายความว่าไทยจะปราศจากความเสี่ยง เพราะภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารยังต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตหลายประเภท ทั้งปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร พลังงาน เครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบบางชนิดที่เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ หากเกิดปัญหาการขนส่งหรือราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตอาหารก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ แม้ไทยจะมีผลผลิตอาหารจำนวนมาก แต่ยังต้องพิจารณาถึงความสามารถในการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดภัยธรรมชาติหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมได้รับความเสียหาย เพราะความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศผลิตอาหารได้มากเพียงใดเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่เหมาะสมได้หรือไม่
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของไทยจึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่การส่งเสริมให้ประชาชนสำรองอาหารในครัวเรือน แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสำรองอาหารและวัตถุดิบ การกระจายแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิต การพัฒนาระบบขนส่งและคลังสินค้า ตลอดจนการวางแผนรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจทำให้การผลิตและกระจายสินค้าไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ
ท้ายที่สุดนี้ การที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการสำรองอาหารและเสบียง สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงของประเทศในโลกยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังทางทหารหรือความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการดูแลประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดวิกฤต เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดจากสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือความขัดข้องของระบบขนส่ง ผลกระทบที่ตามมาย่อมเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และกำลังซื้อของประชาชน
สำหรับประเทศไทย การมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกอาหารถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ แต่การรักษาความได้เปรียบดังกล่าวจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าปริมาณผลผลิต โดยต้องสร้างระบบที่สามารถรองรับความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดหาปัจจัยการผลิต การสำรองวัตถุดิบ ไปจนถึงการกระจายสินค้าให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เพราะในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน ประเทศที่สามารถรักษาความต่อเนื่องของระบบอาหารและพลังงานได้ ย่อมมีความพร้อมทั้งในการปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศและรักษาบทบาทของตนเองในตลาดโลก
ข่าวเด่น