เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "Democrats Sweep จำกัดการผลักดันนโยบายใหม่ของทรัมป์ แต่ไม่เปลี่ยนทิศทางนโยบายหลักในทันที"


ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในเบื้องต้น พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูง แต่นโยบายภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คาดว่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การออกนโยบายใหม่จะเผชิญข้อจำกัดและการตรวจสอบจากรัฐสภาที่เข้มข้นขึ้น

· ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูง (Democrats Sweep) ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว (Divided Government) โดยพรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมากในสภาล่าง (House of Representatives) 232 ต่อ 139 เสียง จากทั้งหมด 435 เสียง และสภาสูง (Senate) 54 ต่อ 44 เสียง จากทั้งหมด 100 เสียง (ผลคะแนน ณ เวลาประเทศไทย 16:00 น. วันที่ 4 พ.ย. 2569) ผลอย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างการสรุป

· ผลเลือกตั้งสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองจากค่าครองชีพและสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจมีนัยต่อทิศทางนโยบายในช่วงสองปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง โดยปัจจัยดังกล่าวมีส่วนกดดันคะแนนนิยมของรัฐบาลและส่งผลให้พรรครีพับลิกันสูญเสียที่นั่งในวุฒิสภา แม้แต่ในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ อาทิ North Carolina, South Carolina และ Texas อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง โดยทรัมป์อาจยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร แม้จะเผชิญข้อจำกัดและการตรวจสอบจากรัฐสภาที่เข้มข้นขึ้น

· แม้สภาคองเกรสจะมีอำนาจจำกัดการออกกฎหมายและการอนุมัติงบประมาณใหม่ แต่ไม่สามารถยกเลิกนโยบายที่อยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารได้โดยอัตโนมัติ โดยทรัมป์ยังสามารถดำเนินนโยบายผ่านคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Orders) และใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) กฎหมายที่ผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาในการลบล้าง ขณะที่เสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาจะเพิ่มอำนาจต่อรองในการรับรองบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมถึงด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแล ผลการเลือกตั้งจึงมีแนวโน้มจำกัดความสามารถในการผลักดันนโยบายใหม่ของทรัมป์ มากกว่าจะเปลี่ยนทิศทางนโยบายหลัก โดยมีนัยสำคัญในแต่ละด้านดังนี้

ภูมิรัฐศาสตร์: ทิศทางนโยบายด้านความมั่นคงและการแข่งขันระหว่างประเทศคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปฏิบัติการทางทหารอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากทรัมป์ยังคงมีอำนาจด้านการทูต มาตรการคว่ำบาตร และการสั่งการทางทหาร รวมถึงนโยบายต่ออิหร่าน อย่างไรก็ดี การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาจะเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบและจำกัดงบประมาณด้านการทหาร รวมถึงการผลักดันกลไก War Powers Resolution เพื่อจำกัดระยะเวลาการใช้กำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบังคับให้ทรัมป์ยุติสงครามได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายและทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจ Veto ได้

นโยบายการค้า: นโยบายกีดกันทางการค้ายังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป เนื่องจากฝ่ายบริหารยังสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติ (มาตรา 232) และการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา 301) ทำให้มาตรการภาษีนำเข้าที่มีผลบังคับใช้อยู่ไม่ถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ และประธานาธิบดียังสามารถออกมาตรการเพิ่มเติมภายใต้กรอบกฎหมายได้ แม้จะเผชิญการตรวจสอบจากรัฐสภาที่เข้มข้นขึ้น

นโยบายการคลัง: การผลักดันกฎหมายลดภาษีและการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมมีแนวโน้มทำได้ยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงเรื่องการขยาย Debt Ceiling และ Government Shutdown เนื่องจากพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจต่อรองด้านงบประมาณและตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลมากขึ้น ส่งผลให้การเจรจางบประมาณมีความซับซ้อน ยืดเยื้อ และเสี่ยงต่อภาวะ Government Shutdown หากไม่สามารถผ่านกฎหมายจัดสรรงบประมาณได้ทันเวลา ขณะที่ ความขัดแย้งเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling) ที่คาดว่าจะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญในปี 2570 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการชำระภาระผูกพันของรัฐบาล และสร้างความผันผวนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

นโยบายการเงิน: ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ไม่มีผลโดยตรงต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงครามอิหร่านยังเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นหลัก โดย Fed มีแนวโน้มคุมเข้มนโยบายการเงินท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2.0% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายและราคาพลังงานปรับลดลง อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง Fed อาจจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินเข้มงวดไปถึงปี 2570

AI และเทคโนโลยี: ทรัมป์ยังคงสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI และผ่อนคลายข้อกำกับดูแลภายใต้กรอบอำนาจที่มีอยู่ได้ แต่การกำกับดูแลอาจเข้มงวดขึ้น ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจเพิ่มการตรวจสอบประเด็นด้านความปลอดภัยของ AI การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจาก Data Centers โดยเฉพาะการใช้พลังงานและน้ำ อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายกำกับดูแลใหม่ยังเผชิญข้อจำกัดจากกระบวนการนิติบัญญัติและอำนาจยับยั้งของประธานาธิบดี ขณะที่การแข่งขันด้าน AI และเทคโนโลยีกับจีนยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสองพรรค

แรงงานและผู้อพยพ: นโยบายควบคุมและผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองยังดำเนินต่อไป ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้ว ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจใช้กลไกตรวจสอบและการต่อรองงบประมาณ เพื่อจำกัดการดำเนินนโยบายดังกล่าว

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ คาดกระทบเศรษฐกิจในระยะสั้นจำกัด แต่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้า

· เศรษฐกิจสหรัฐฯ: การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใหม่เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง โดยภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว (Divided Government) อาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดภาษี และการลงทุนภาครัฐเพิ่มเติมล่าช้า ขณะที่ทรัมป์อาจหันไปใช้มาตรการภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการค้าและการต่างประเทศ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจยังคงอยู่ นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันการค้าเพิ่มเติมอาจยังกดดันต้นทุนพลังงาน ราคาสินค้านำเข้า และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

· เศรษฐกิจโลก: ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้ายังไม่คลี่คลาย ขณะที่ความขัดแย้งด้านการคลังสหรัฐฯ อาจเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินโลก แม้รัฐสภาจะเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ลดระดับความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่ยังไม่สามารถตัดความเสี่ยงของการยกระดับสงคราม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและกดดันราคาพลังงานโลก ขณะที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังสร้างแรงกดดันต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก นอกจากนี้ ความขัดแย้งด้านงบประมาณและเพดานหนี้สหรัฐฯ อาจเพิ่มความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ฯ และเงินทุนเคลื่อนย้าย

· เศรษฐกิจไทย: เผชิญความเสี่ยงผ่านต้นทุนพลังงาน การส่งออก และความผันผวนของตลาดการเงิน แต่ยังมีโอกาสจากการย้ายฐานการผลิต โดยราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและลดทอนกำลัง

ซื้อของครัวเรือน ขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เพิ่มเติมอาจกระทบต่อการส่งออกและภาคการผลิตไทย อย่างไรก็ดี การกระจายห่วงโซ่อุปทานโลกยังเป็นโอกาสดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center แม้ต้องติดตามความเสี่ยงจากการชะลอตัวของวัฏจักรการลงทุน AI โลก

ผลต่อตลาดพันธบัตรไทยและค่าเงินบาท

· ในระยะสั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะและมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส อาจไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินไทย เนื่องจากตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อผลเลือกตั้งไปบางส่วนแล้ว ขณะที่ทิศทางในปี 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลักดันนโยบายการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นสำคัญ

· ตลาดพันธบัตรไทย: คาดว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะทั้งสองสภา อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ) จากความคาดหวังว่าการขยายมาตรการการคลังเพิ่มเติมของรัฐบาลทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ไทยได้บางส่วน ทำให้ยังคงตัวเลขประมาณการบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปี ณ สิ้นปี 2569 ไว้ที่ 1.30% และ 2.50% ตามเดิมตามลำดับ (ภายใต้สมมติฐานว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมรอบที่เหลือของปี 2569)

สำหรับปี 2570 คาดว่า บอนด์ยีลด์ระยะสั้นของไทยจะยังมีแนวโน้มทรงตัว โดยเฉพาะหาก กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หากคลี่คลายลง อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและลดความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่บอนด์ยีลด์ระยะกลางถึงยาวของไทยยังมีแนวโน้มผันผวนตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ แต่กรอบการปรับลดลงอาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากยังมีแรงกดดันด้านอุปทานพันธบัตรในประเทศ โดยเฉพาะความต้องการระดมทุนของภาครัฐไทยที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง

· ค่าเงินบาท: คาดว่าเงินบาทอาจได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นเป็นบางช่วงตามแรงขายเงินดอลลาร์ฯ รับผลการเลือกตั้ง (หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งใน

ตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และทำให้เฟดจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน) อย่างไรก็ดี กรอบการแข็งค่าของเงินบาทจะยังจำกัด เนื่องจากเงินดอลลาร์ฯ ยังมีโอกาสกลับมาได้รับแรงหนุนในช่วงปลายปี 2569 จากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ยังคงคาดว่า เงินบาทจะปิดสิ้นปี 2569 ที่ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ สำหรับปี 2570 คาดว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวน เพราะแม้เงินดอลลาร์ฯ อาจมีแรงหนุนน้อยลง แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่อ่อนแอของไทยยังอาจเป็นปัจจัยที่จำกัดกรอบการแข็งค่าของเงินบาทไว้เช่นกัน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 04 พ.ย. 2569 เวลา : 20:22:26
05-11-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. กบน.ปรับลดราคากลุ่มน้ำมันเบนซิน 0.70บาทต่อลิตร ยกเว้นแก๊สโซฮอล E85 รับทิศทางตลาดน้ำมันโลกปรับตัวลดลง มีผล 5 พ.ย.69

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (4 พ.ย.69) บวก 11.08 จุด ดัชนี 1,502.09 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (4 พ.ย.69) ลบ 1.35 จุด ดัชนี 1,489.66 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำยังสามารถทรงตัวเหนือระดับ 3,900 เหรียญ ได้เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังเมื่อวานปรับตัวลงทดสอบบริเวณดังกล่าวก่อนมีแรงซื้อกลับ

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (4 พ.ย.69) พุ่งขึ้น 450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 63,750 บาท

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (4 พ.ย.69) ลบ 4.82 จุด ดัชนี 1,486.19 จุด

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (3 พ.ย.69) ร่วง 197.26 จุด ผิดหวังผลประกอบการ Apple, Nasdaq ฟื้นตัว พุ่ง 207.65 จุด จากแรงซื้อหุ้น AI

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60 - 33.85 บาท/ดอลลาร์

9. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (3 พ.ย.69) ร่วง 29.20 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-บอนด์ยีลด์พุ่ง ฉุดตลาด

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (4 พ.ย.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนฟ้าคะนอง 60% ลมกระโชกแรง ภาคกลาง 40% ภาคเหนือ 20% ภาคอีสาน 10%

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (4 พ.ย.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์

12. ประกาศ การประปานครหลวง เรื่อง ซ่อมท่อประธาน ที่แตกรั่ว เป็นกรณีเร่งด่วน

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (3 พ.ย.69) ลบ 16.19 จุด ดัชนี 1,491.01 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (3 พ.ย.69) ลบ 2.34 จุด ดัชนี 1,504.86 จุด

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (3 พ.ย.69) ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝน 60% ภาคกลาง 40% ภาคเหนือ 30% ภาคอีสาน 20%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 5, 2026, 4:48 am