ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
นายกฯเป็นประธานสักขีพยานมอบโฉนดที่ดินบริเวณเทือกเขาบูโด - สุไหงปาดี 800 ราย จำนวน 1,000 แปลง


 



นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสักขีพยานมอบโฉนดที่ดินบริเวณเทือกเขาบูโด – สุไหงปาดีแก่ประชาชนในพื้นที่ 800 ราย จำนวน 1,000 แปลง บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในด้านเอกสารสิทธิ์และที่ดินทำกิน

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานในการมอบโฉนดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดเพื่อแก้ไขปัญหาการออกหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บริเวณเทือกเขาบูโด – สุไหงปาดี จำนวน 800 ราย จำนวน 1,000 แปลง ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 6 อำเภอ คืออำเภอรือเสาะ ระแงะ บาเจาะ ยี่งอ สุไหงปาดี และเจาะไอร้อง

วันนี้ (25 ก.ค.59) เวลา 11.15 น. ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานในการมอบโฉนดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดเพื่อแก้ไขปัญหาการออกหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บริเวณเทือกเขาบูโด – สุไหงปาดี จำนวน 800 ราย จำนวน 1,000 แปลง ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 6 อำเภอ คืออำเภอรือเสาะ อำเภอระแงะ อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอสุไหงปาดี และอำเภอเจาะไอร้อง เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านเอกสารสิทธิ์และที่ดินทำกิน ในโอกาสเดินทางมาตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เน้นการมุ่งสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่
 
 
 
ตลอดจนพบปะและรับฟังความคิดเห็นจากส่วนราชการ ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ โดยมอบหมายให้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้มอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ผ่านผู้แทนประชาชน คือ นายเปาซี สามะ และนางสาวสาวิตรี สามะ โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พลเอก ฉัตรชัยสาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารส่วนราชการทั้งในส่วนกลางและจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้นำศาสนา กำนันผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ประมาณ 2,000 คน เข้าร่วมงาน

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาส เป็นประตูสู่อาเซียนทางทิศตะวันออกของประเทศมาเลเซีย เชื่อมโยงไปยังสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย มีด่านถาวร 3 ด่าน (ด่านตากใบ ด่านสุไหงโก-ลก ด่านบูเก๊ะตา) มีการคมนาคมที่สะดวก มีท่าอากาศยานนราธิวาส ให้บริการบินตรงระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับกรุงเทพฯ วันละ 2 เที่ยวบิน และจะเพิ่มเป็น 3 เที่ยวบินในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 มีผู้โดยสารปีละกว่า 100,000 คน มีผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีอุมเราะห์และพิธีฮัจญ์ปีละหลายพันคน รวมทั้งยังมีทุนมนุษย์และทุนวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ของความเป็นมาลายู ตลอดจนมีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และยังได้รับโอกาสจากรัฐบาลกำหนดให้จังหวัดนราธิวาสเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอีกด้วย จังหวัดนราธิวาสได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาสำคัญเร่งด่วนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายและมาตรการสำคัญของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ปัญหาไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง โครงการตามมาตรการสำคัญของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ การเตรียมพื้นที่รองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 การพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ การพัฒนาคุณภาพผลผลิตและการตลาดไม้ผลจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการเดินสำรวจเพื่อแก้ไขปัญหาการออกหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้รับชมการแสดงลิเกฮูลูจากนักเรียนโรงเรียนร่มเกล้า ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมของชาวไทยมุสลิมจังหวัดภาคใต้ และการแสดงร้องเพลง “รักกันไว้เถิด” โดยนักเรียนโรงเรียนนราธิวาส

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวทักทายประชาชนในพื้นที่ โดยกล่าวแสดงความรู้สึกดีใจที่ได้มาพบปะกับประชาชนชาวจังหวัดนราธิวาสในวันนี้ และมีความห่วงใยต่อประชาชน พร้อมกล่าวว่าเมื่อเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตั้งใจจะทำสิ่งที่คาดหวังไว้ให้สำเร็จ ให้จังหวัดภาคใต้ทั้งหมดไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ซึ่งนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลคำนึงถึงประชาชนทุกภูมิภาครวมถึงประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้มอบหมายให้พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาช่วยปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกระดับอย่างทั่วถึง ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีหน้าที่ที่จะดำเนินการให้พื้นที่และประชาชนมีการป้องกันตนเอง ดูแลและรักษาความปลอดภัยร่วมกันกับกองกำลังของรัฐร่วมกันสอดส่องพฤติกรรมผู้ไม่หวังดีไม่ให้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงจนบาดเจ็บ เสียชีวิตและทรัพย์สินได้ ซึ่งตั้งแต่ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ สถานการณ์ความไม่สงบลดลงเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างสูงต่อการลงทุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากความสมบูรณ์พร้อมของปัจจัยการผลิตในทุกด้าน อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นแหล่งของ "เขา ป่า นา เล" ป่าฮาบาลาของนารธิวาสสมบูรณ์มาก คนไทยจำนวนมากอยากมาเที่ยว ผู้คนของจังหวัดนราธิวาสมีศักยภาพสูงมาก เช่น ด้านศิลปะวัฒนธรรมเห็นได้จากผลงานฝีมืองานศิลปาชีพที่แสดงอยู่ในงานศิลป์แผ่นดิน ที่มีความปราณีตงดงามและยังมีความโดดเด่นทางอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม เป็นโอกาสในการขยายการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว อีกทั้งมีความพร้อมของสถานศึกษาในพื้นที่ เป็นศูนย์กลางความรู้ของภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ที่สามารถผลิตแพทย์จากลูกหลานคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นความภูมิใจและความหวังในอนาคตที่นราธิวาสจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาค ทั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องนำเศรษฐกิจมาลงในพื้นที่ให้เต็มที่เพราะจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพพร้อมทั้งเรื่องเกษตร ปศุสัตว์ ยางพารา การท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติและอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งอุตสาหกรรมที่จะก่อให้เกิดรายได้มากที่สุดคือการเกษตรปศุสัตว์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องการพัฒนาในวันนี้คือการพัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต เพาะปลูก นำไปสู่การแปรรูปทั้งระบบ เช่น การแปรรูปยางพารา เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ขณะเดียวกันรัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องปศุสัตว์ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของอาเซียน อย่างไรก็ตามการจะดำเนินการต่าง ๆ ให้สำเร็จ ประชาชนทุกคนในพื้นที่ต้องช่วยกัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ และต้องขับเคลื่อนในระยะที่ 1 ภายในปี 2560 ให้ได้

อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ตามโอกาสและศักยภาพพื้นที่ที่มีอยู่อย่างสูงสุด เนื่องจากเหตุปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นที่มาของเงื่อนไขข้อจำกัดตลอดจนอุปสรรคการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น วันนี้พวกเราทุกคนต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้ชัดเจนว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะดำเนินการอย่างไร ให้โอกาสและศักยภาพของจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เศรษฐกิจในพื้นที่สามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ มีความเจริญก้าวหน้าเทียบเท่าประเทศเพื่อนบ้าน และทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอย่างแท้จริง

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนมีคุณภาพเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นกลไกสร้างโอกาส สันติสุขและความปรองดองในสังคมโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ทุกคนจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายการศึกษาของตนเองให้ชัดเจน รู้จักคิดวิเคราะห์ และรู้จักเรียนรู้ทั้งหลักศาสนาและสายสามัญ รวมถึงสังคมปัจจุบัน และให้สอดคล้องกับความต้องการด้านแรงงานในอนาคต และจะได้มีรายได้มีงานทำ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐกำลังเร่งพัฒนาการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตามในส่วนของแพทย์ พยาบาล วิศวกร ช่างเทคนิก เมื่อจบการศึกษาออกมาแล้วรัฐบาลต้องการให้กลับมาทำงานในพื้นที่หรือภูมิลำเนา โดยเฉพาะแพทย์พยาบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการทางด้านสุขภาพและรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง พร้อมทั้ง นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีกับประชาชนชาวมุสลิมทุกคน ที่ได้ร่วมกันถือศีลอดตามหลักศาสนาช่วงเดือนรอมฎอน และขอบคุณที่ทุกคนได้ให้ความร่วมมืออย่างดีในการดูแลเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ ทำให้ห้วงเวลาที่ผ่านมาเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงลดลง โดยรัฐบาลได้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมการประกอบพิธีฮัจย์ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของสภา เพื่อให้ประชาชนชาวมุสลิมสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้รับความสะดวกและได้รับการดูแลดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความหวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ทุกคนจะร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นในทุกมิติและนำภาคใต้ไปสู่ความสันติสุข ความเจริญรุ่งเรืองโดยเร็ว และฝันที่จะเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาล ศูนย์กลางการศึกษา ศูนย์กลางการแพทย์ ศูนย์กลางยางพารา ศูนย์กลางสินค้าการเกษตร ประมง อุตสาหกรรม ศูนย์กลางการค้าชายแดน ซึ่ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรและความสามารถของผู้คนที่จะร่วมกันผลักดันสานฝันนี้ให้สำเร็จได้จริง ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้พบปะคณาจารย์และนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ชั้น 2 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ก่อนเดินทางไปเป็นประธานการประชุมแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับรัฐมนตรี ผู้บริหารส่วนราชการทั้งส่วนกลางและจังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาคเอกชน ณ ศาลากลางจังหวัดนราธิวาสต่อไป

 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 ก.ค. 2559 เวลา : 15:48:59

13-07-2024
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 13, 2024, 12:49 pm