(160).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (19 ธ.ค.66) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 37,557.92 จุด เพิ่มขึ้น 251.90 จุด หรือ +0.68%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,768.37 จุด เพิ่มขึ้น 27.81 จุด หรือ +0.59% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,003.22 จุด เพิ่มขึ้น 98.03 จุด หรือ +0.66% โดยตลาดยังคงได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า
FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 67.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค. 2567 และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนวน 6 ครั้งในปี 2567 โดยปรับลดครั้งละ 0.25% รวม 1.50% ซึ่งมากกว่าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.75%
นอกจากนี้ การที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านพุ่งขึ้น 14.8% สู่ระดับ 1.56 ล้านยูนิตในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน ยังทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เผชิญภาวะถดถอย แต่จะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือซอฟต์แลนดิ้ง
ด้าน โกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์เป้าหมายดัชนี S&P500 ในปี 2567 ขึ้น 8% สู่ระดับ 5,100 จุด โดยคาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะได้แรงหนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด และคาดว่าแรงขับเคลื่อนตลาดในปี 2567 จะมาจากหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stocks) ซึ่งต่างจากปี 2566 ที่ตลาดได้รับแรงขับเคลื่อนจากหุ้นของ 7 บริษัทในกลุ่ม “Magnificent Seven” หรือ 7 บริษัทเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูงซึ่งได้แก่ไมโครซอฟท์, แอปเปิ้ล, อัลฟาเบท, อะเมซอน, เทสลา, เมตา แพลตฟอร์มส์ และอินวิเดีย
ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
โดย นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.0% ในเดือนต.ค. ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.5% ในเดือนต.ค.
ข่าวเด่น