(225)(166).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (26 ก.พ.68) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 43,433.12 จุด ลดลง 188.04 จุด หรือ -0.43%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,956.06 จุด เพิ่มขึ้น 0.81 จุด หรือ +0.01% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 19,075.26 จุด เพิ่มขึ้น 48.88 จุด หรือ +0.26% โดยนักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทอินวิเดีย (Nvidia) อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยผลประกอบการหลังจากตลาดปิดทำการในวันพุธ ซึ่งจะเป็นการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ดีปซีค (DeepSeek) ธุรกิจสตาร์ตอัปของจีนได้เปิดตัวโมเดล AI ต้นทุนต่ำ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และยังก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการลงทุนจำนวนมากในเทคโนโลยี AI ของบริษัทในสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ตลาดคาดหวังว่า หากผลประกอบการของบริษัทอินวิเดียมีแนวโน้มเชิงบวก อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ดาเนียล มอร์แกน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุน บริษัท Synovus Trust คาดการณ์ว่า ในการรายงานผลประกอบการครั้งนี้ หากอินวิเดียแสดงมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับความต้องการชิป AI ก็จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ที่ลงทุนเป็นจำนวนมากใน AI
ด้านมาตรการตอบโต้ทางภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นักลงทุนได้ซึมซับการแสดงความเห็นล่าสุด โดย ปธน.ทรัมป์กล่าว เมื่อวานนี้ว่า คณะบริหารของเขาจะประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU) ในอัตรา 25% ในไม่ช้านี้ แต่ในขณะเดียวกันปธน.ทรัมป์ก็ทำให้ตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ อาจจะชะลอการเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา โดยเขากล่าวว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีจากทั้งสองประเทศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย. ซึ่งล่าช้าไปประมาณหนึ่งเดือนจากกำหนดเส้นตายในสัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงติดตามความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้มาตรการควบคุมการส่งออกชิป AI หลังจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า คณะบริหารของทรัมป์มีแผนที่จะควบคุมปริมาณและประเภทชิปของบริษัทอินวิเดียที่สามารถส่งออกไปยังประเทศจีนโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต โดยมีเป้าหมายที่จะจำกัดขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของจีน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าดีปซีคได้ซื้อชิปที่มีประสิทธิภาพสูงของอินวิเดียผ่านบุคคลที่สามในสิงคโปร์เพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมการส่งออกหรือไม่
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยดีดตัวขึ้น 0.90% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 0.37% ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.86% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลง 0.70%
หุ้นอินวิเดียปิดตลาดพุ่งขึ้น 3.67% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการ ขณะที่หุ้นบริษัทผลิตชิปรายอื่น ๆ ดีดตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นบรอดคอม (Broadcom) พุ่งขึ้น 5.1% หุ้นควอลคอมม์ (Qualcomm) บวก 0.5% หุ้นไมโครซอฟท์ (Microsoft) ปรับตัวขึ้น 0.46%
หุ้นโลว์ส (Lowe’s) ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านรายใหญ่ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 1.9% หลังจากเปิดเผยกำไรและรายได้ที่สูงเกินคาดในไตรมาส 4/2567
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2567 และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) ส่วนในวันพรุ่งนี้จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่ายอดขายบ้านใหม่ร่วงลงสู่ระดับ 657,000 ยูนิตในเดือนม.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 680,000 ยูนิต จากระดับ 734,000 ยูนิตในเดือนธ.ค. โดยยอดขายบ้านใหม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ปรับตัวสูงขึ้น
ข่าวเด่น