ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (6 ม.ค.69) ทรงตัว ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (6 ม.ค.69) ที่ระดับ  31.32 บาทต่อดอลลาร์ "ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง" จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways หลังจากทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า (แกว่งตัวในกรอบ 31.27-31.41 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวไร้ทิศทางเช่นกันของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ชะลอการปรับตัวขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ เวเนซุเอลา ทั้งนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง หลังเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนธันวาคม ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง สู่ระดับ 47.9 จุด แย่กว่าที่ตลาดคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดบ้าง ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดอย่างมีนัยสำคัญต่อไป 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Amazon +2.9% และหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Chevron +5.1% ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.64% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.69% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.94% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและการทหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ที่หนุนให้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งในช่วงนี้ 
 
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% แม้จะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทว่าภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็คอยจำกัดการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หรือผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง สอดคล้องกับจังหวะการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตที่ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดและการทยอยคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ก็มีส่วนลดความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.9 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่เริ่มคลายกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ชะลอการปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวมราคาทองคำยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมีไม่มากนัก ทว่าผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด 

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงวันก่อนหน้า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นได้มากกว่ากรอบล่างที่เราประเมินไว้แถวโซน 31.35 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทว่า เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways  อีกทั้งควรระวัง ว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ที่จะมีการรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในช่วงนี้ได้ทุกเมื่อ ก็อาจช่วยหนุนทั้งเงินดอลลาร์ (ตราบใดที่ตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยมากขึ้น) และราคาทองคำ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนนัก

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame Daily (กราฟรายวัน) นั้น ควรจะต้องประเมินว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรืออาจอ่อนค่าลงได้บ้าง ในระยะสั้น จนกว่าเงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.15-31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน โดยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.65-31.70 บาทต่อดอลลาร์ และที่สำคัญ เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ตราบใดที่ เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นการพลิกกลับเทรนด์ใน Time Frame Weekly (กราฟรายสัปดาห์) ซึ่งเราอาจเริ่มมีมุมมองเอนเอียงว่า เงินบาทเสี่ยงกลับมาเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลง หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ 

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.25-31.45 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : วันที่ : 06 ม.ค. 2569 เวลา : 10:43:43

07-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 7, 2026, 10:09 pm