(279)(414).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (6 ม.ค.69) ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์ "ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง" จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways หลังจากทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า (แกว่งตัวในกรอบ 31.27-31.41 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวไร้ทิศทางเช่นกันของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ชะลอการปรับตัวขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ เวเนซุเอลา ทั้งนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง หลังเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนธันวาคม ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง สู่ระดับ 47.9 จุด แย่กว่าที่ตลาดคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดบ้าง ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดอย่างมีนัยสำคัญต่อไป
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Amazon +2.9% และหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Chevron +5.1% ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.64% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.69%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.94% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและการทหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ที่หนุนให้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งในช่วงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% แม้จะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทว่าภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็คอยจำกัดการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หรือผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง สอดคล้องกับจังหวะการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตที่ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดและการทยอยคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ก็มีส่วนลดความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่เริ่มคลายกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ชะลอการปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวมราคาทองคำยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมีไม่มากนัก ทว่าผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงวันก่อนหน้า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นได้มากกว่ากรอบล่างที่เราประเมินไว้แถวโซน 31.35 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทว่า เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways อีกทั้งควรระวัง ว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ที่จะมีการรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในช่วงนี้ได้ทุกเมื่อ ก็อาจช่วยหนุนทั้งเงินดอลลาร์ (ตราบใดที่ตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยมากขึ้น) และราคาทองคำ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนนัก
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame Daily (กราฟรายวัน) นั้น ควรจะต้องประเมินว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรืออาจอ่อนค่าลงได้บ้าง ในระยะสั้น จนกว่าเงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.15-31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน โดยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.65-31.70 บาทต่อดอลลาร์ และที่สำคัญ เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ตราบใดที่ เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นการพลิกกลับเทรนด์ใน Time Frame Weekly (กราฟรายสัปดาห์) ซึ่งเราอาจเริ่มมีมุมมองเอนเอียงว่า เงินบาทเสี่ยงกลับมาเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลง หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.25-31.45 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น