ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (22 ม.ค.69) อ่อนค่าลงหนัก ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (22 ม.ค.69) ที่ระดับ  31.30 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.09 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุกรอบบนที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า 31.10 บาทต่อดอลลาร์ และทดสอบโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.05-31.32 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ (ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป) และการปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังประธานาธิบดี Donald Trump มีท่าทีที่ผ่อนปรนลงบ้างในประเด็น Greenland ทั้งระบุว่า จะไม่มีการใช้กำลังทางทหารในการเข้ายึดครอง Greenland รวมถึงระบุว่า บรรลุกรอบข้อตกลงในประเด็น Greenland หลังการการเจรจากับผู้นำของทาง NATO จนสหรัฐฯ จะไม่ใช้มาตรการภาษีนำเข้าเหมือนที่ได้ขู่ไว้ในช่วงก่อนหน้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป โดยภาพดังกล่าวก็ดูจะสอดคล้องกับธีม TACO (Trump Always Chickens Out) Trade ในปีที่ผ่านมา 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายความกังวลประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป จากท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ผ่อนปรนลงในประเด็น Greenland ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.16% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นราว +1.18%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปิด -0.02% โดยมีการรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายความกังวลประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางทหารในการเข้ายึดครอง Greenland 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 4.25% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ทั้งนี้ แม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง แต่ความผันผวนของบอนด์ยีลด์ระยะยาวยังอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ทำให้มีความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง โดยเรามองว่า ควรรอติดตามประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ก่อนได้ เพื่อประเมินความเสี่ยงของแรงขายบอนด์ระยะยาวญี่ปุ่น ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดบอนด์โลก อย่างไรก็ตาม เราขอเน้นย้ำว่า กลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip ยังคงเหมาะสมอยู่ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.20% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทย) เพียงแต่ผู้เล่นในตลาดอาจต้องรอให้ความผันผวนลดลงก่อนบ้าง เพื่อให้ Risk-Reward มีความคุ้มค่ามากขึ้น 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up หลังตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้งและปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดหุ้นยุโรป (Outperform) จากท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ผ่อนปรนลงในประเด็น Greenland ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.3-98.9 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทยอยคลี่คลายลงบ้าง ทั้งในส่วนของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับฝั่งยุโรป รวมถึงแนวโน้มการเดินหน้าเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน กอปรกับแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4,790 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ 

ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ได้ 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways หลังพลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงคืนที่ผ่านมา ตามการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ สอดคล้องกับมุมมองของเราในวันก่อนที่มองว่า “เงินบาทยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจดำเนินต่อไปได้ จนกว่าประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะทยอยคลี่คลายลง” นอกจากนี้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจมีจังหวะผันผวนอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้บ้าง หากราคาทองคำได้เข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ที่ชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับสถิติในอดีตที่ราคาทองคำมักเข้าสู่ช่วงการพักฐาน หากมีการปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ในระยะสั้น จนราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากกว่า +30% จากเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ในเบื้องต้น เราประเมินว่า หากราคาทองคำเผชิญแรงขายต่อเนื่อง ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทยอยคลี่คลายลง จนราคาทองคำทดสอบโซนแนวรับแถว 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากประเมินจากค่าเฉลี่ยของการพักฐานจากสถิติดังกล่าว อาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ 

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้น อาจยังไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาทได้ เนื่องจากในช่วงนี้ เรายังคงเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอยู่ และหากความปั่นป่วนของตลาดบอนด์เริ่มลดลง อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ก็อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านของเงินบาทได้ ตั้งแต่ช่วงโซน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ 

อย่างไรก็ดี เราขอย้ำว่า ความผันผวนของตลาดการเงินยังมีอยู่ โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากตลาดจะรับรู้ ทั้ง ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ 

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.45 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 ม.ค. 2569 เวลา : 10:33:46

22-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 22, 2026, 12:10 pm