
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้อยู่ที่ประมาณ 31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30.80–31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยทิศทางค่าเงินยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความสำเร็จในการบรรลุกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับอนาคตของดินแดนกรีนแลนด์ร่วมกับเลขาธิการ NATO ส่งผลให้สหรัฐฯ ตัดสินใจชะลอแผนการจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศในกลุ่มยุโรปที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศเตรียมบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านยังคงตึงเครียด หลังผู้นำสหรัฐฯ ออกแถลงเตือนว่าพร้อมยกระดับมาตรการทางภาษีทันที ด้วยการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในอัตรา 100% หากรัฐบาลแคนาดายังคงเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ครั้งที่ 3 ของไตรมาสล่าสุด โดยพบว่าขยายตัว 4.4% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน และถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบสองปี สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดประเมินไว้
ในส่วนของดัชนีราคาการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนพฤศจิกายน ตัวเลขออกมาตรงตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยทั้งดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) และดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางที่สม่ำเสมอ
ขณะเดียวกัน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือนมกราคมปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 52.8 จาก 52.7 ในเดือนก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคการผลิตที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคบริการยังทรงตัว ส่งผลให้ภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ที่ขยายตัวได้ดี
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ได้แก่ ผลการประชุม FOMC (27-28 ม.ค.) รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนธ.ค. ของไทย การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของยูโรโซน
ข่าวเด่น