ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (30 ม.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (30 ม.ค.69) ที่ระดับ  31.25 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.20 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up ทะลุโซนแนวต้าน (และกรอบบนที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า) 31.30 บาทต่อดอลลาร์ เข้าใกล้โซนแนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์ มากขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 31.16-31.46 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยจังหวะการแข็งค่าขึ้นเร็วของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับจังหวะการปรับตัวลงแรงเกือบ -8% ของราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งเผชิญแรงขายทำกำไรรุนแรง พร้อมกับบรรดาแร่โลหะมีค่าอื่นๆ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และยุโรป ท่ามกลางความผิดหวังต่อรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะฝั่งหุ้นเทคฯ ธีม AI กอปรกับความกังวลสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีอยู่ และหนุนความต้องทยอยเข้าซื้อทองคำ โดยเฉพาะในจังหวะย่อตัว (Buy on Dip) ได้หนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นเกือบ +7% ส่วนเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ตามการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลักอื่นๆ ยกเว้น เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ทยอยอ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดปรับสถานะถือครอง เพื่อรับมือความเสี่ยงการเมืองญี่ปุ่นที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียได้ออกมาผสมผสาน โดย ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนธันวาคม หดตัว -0.9%y/y แย่กว่าที่ตลาดคาด +0.7% ขณะที่ อัตราการว่างงานยังคงทรงตัวแถว 2.6% ส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนธันวาคม หดตัวเล็กน้อย -0.1%m/m ดีกว่าคาด -0.4% ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ลงบ้าง  

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากความผิดหวังต่อรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI โดยเฉพาะ Microsoft -10% ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของ Meta +10.4% หลังผลประกอบการของมาสดใส รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นจากความกังวลสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.13% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.72%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.23% ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ธีม AI ไม่ต่างกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ SAP -16.1% ที่รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +2.5% ตามอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.25% แม้จะมีจังหวะปรับตัวลดลงตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงไม่สามารถปรับตัวลงต่อเนื่องได้ หลังผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 (Trump’s uncertainty) ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงนี้ จากความเสี่ยงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นอีกปัจจัยที่กดดันบอนด์ระยะยาว ส่วนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า FED มีโอกาสราว 86% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่ง เราขอย้ำว่า จากการประเมินแนวโน้มบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ใหม่ ซึ่งเราได้คำนึงถึงแรงกดดันต่อสถานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น จากทั้งประเด็น Greenland และคดีมาตรการภาษี IEEPA จนทำให้ Term Premium ของบอนด์ระยะยาวสูงขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ เราพบว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90% ) 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเร็ว ในช่วงแร่โลหะมีค่าเผชิญแรงขายทำกำไรที่รุนแรง ก่อนที่เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลักต่างรีบาวด์สูงขึ้น ยกเว้นเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ทยอยอ่อนค่าลง จากประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาผสมผสาน ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงล็กน้อยสู่โซน 96.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.1-96.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดซึ่งมาในช่วงสภาพคล่องของตลาดเบาบางลง หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ในระยะสั้น จนกระทบต่อการวางสถานะของ Market Makers ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลงรุนแรงเกือบ -8% ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นแรง +7% ตามความต้องการซื้อทองคำของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ ราคาทองคำกลับมาแกว่งตัวแถวโซน 5,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ทาง FED ติดตามอย่างใกล้ชิด  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราขอเน้นย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways ไปก่อน ทว่าในช่วงนี้ เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูง ไปตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังราคาทองคำเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรที่รุนแรง จนนำไปสู่การปรับฐานหนักในระยะสั้น ทว่า ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินที่ยังมีอยู่ ยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ทองคำได้บ้าง แต่ทว่า การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) อาจเริ่มจำกัดลง เว้นแต่ว่า จะมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติม เช่น สหรัฐฯ บุกโจมตีอิหร่านจริง ตามที่ตลาดกังวล และสถานการณ์การสู้รบทวีความรุนแรง บานปลาย หรือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน ทำให้ตลาดกำลังมามั่นใจว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง หรือ ตลาดปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor 

ทั้งนี้ หากราคาทองคำ (XAUUSD) เข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ได้จริง จะเพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ โดยจากการวิเคราะห์ ความอ่อนไหวของเงินบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำ เราพบว่า หากราคาทองคำปรับตัวลงราว -1% อาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลงได้ประมาณ -0.2% ซึ่งจากสถิติในอดีต เราพบว่า การพักฐานของราคาทองคำ หลังปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ในระยะสั้น อาจเฉลี่ยราว -10% สะท้อนความเสี่ยงที่เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงได้ 50-60 สตางค์ต่อดอลลาร์  ทำให้ในเบื้องต้น เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากราคาทองคำเข้าสู่การพักฐานจริง (แนวต้านถัดไป 31.80 บาทต่อดอลลาร์)

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่อาจเริ่มเกิดขึ้น) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.50 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 30 ม.ค. 2569 เวลา : 11:30:00

30-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 30, 2026, 1:34 pm