(279).jpg)
ตลาดทองคำนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (5 ก.พ.69) สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 61.30 ดอลลาร์ หรือ 1.24% ปิดที่ 4,889.50 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ กระแสการเทขายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในตลาดยังส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาด เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ
ตลาดทองคำเผชิญกับความผันผวนและมีแรงเทขายเข้ามาอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (31 ม.ค.) ราคาทองคำร่วงลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2526 และร่วงลงต่อเนื่องในวันจันทร์ โดยปัจจัยลบส่วนใหญ่มาจากการที่ เควิน วอร์ช ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ และจากการที่ CME Group ประกาศเพิ่มเกณฑ์การวางเงินประกัน (Margin Requirement) สำหรับการซื้อขายสัญญาโลหะมีค่า
ส่วนราคาโลหะเงินร่วงลงเช่นเดียวกับราคาทองคำ โดยราคาโลหะเงินในตลาดสปอตดิ่งลง 12.1% แตะที่ระดับ 77.36 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า บริษัท Pandora ผู้ผลิตเครื่องประดับชั้นนำของเดนมาร์ก กำลังหันไปผลิตเครื่องประดับเคลือบพลาตินัม เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนที่รุนแรงของราคาโลหะเงิน
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยรายงานระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะจัดการเจรจาที่โอมานในวันนี้ (6 ก.พ.) อย่างไรก็ดี การเจรจาครั้งนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นในการเจรจา โดยอิหร่านต้องการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เพียงประเด็นเดียว แต่สหรัฐฯ ต้องการให้ครอบคลุมถึงประเด็นขีปนาวุธของอิหร่าน รวมทั้งการที่อิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง ตลอดจนประเด็นที่รัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการที่รุนแรงเพื่อปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาล
ข่าวเด่น