ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (16 ก.พ.69) ทรงตัว ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (16 ก.พ.69) ที่ระดับ  31.08 บาทต่อดอลลาร์ "ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง" จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.16 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคมของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงสู่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าคาด ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สอดคล้องกับการอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ขยายตัวเพียง +0.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ราว +0.4%q/q 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทและเงินเยนญี่ปุ่นต่างแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง รับอานิสงส์ผลการเลือกตั้งของไทยและญี่ปุ่นที่เหนือความคาดหมายของผู้เล่นในตลาด

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึง รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4

 
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

* ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนธันวาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 53% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

* ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ จากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 92% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ 

* ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนของการประชุมบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.25% เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.75% ต่อ จนกว่า BI จะคลายกังวลเสถียรภาพค่าเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) ซึ่งเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา 

* ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ซึ่งอาจได้แรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมกราคม

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป สอดคล้องกับโมเมนตัมการแข็งค่าที่อาจชะลอลงในระยะสั้น โดยแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติหลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทยอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม หลังนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มทำผลตอบแทนที่โดดเด่นจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทย รวมถึงบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งเงินบาทยังได้ทยอยแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ส่วนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นอาจชะลอลงเช่นกัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ไปพอควร ทำให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พร้อมรีบาวด์สูงขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด อนึ่ง เราขอย้ำว่า ควรติดตามทิศทางราคาทองคำเช่นเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทอยู่

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกทั้ง การแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้งอาจเริ่มชะลอลงได้

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.85-31.50 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.15 บาท/ดอลลาร์

LastUpdate 16/02/2569 10:57:20 โดย : Admin

16-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 16, 2026, 1:20 pm