นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (4 มี.ค.69) ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันที่ 2 มีนาคม ณ ระดับ 31.45 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุทุกโซนแนวต้าน และมีจังหวะเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซนแนวต้านก่อนหน้า ที่กลายมาเป็นโซนแนวรับ อย่างโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.25-31.95 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จนลุกลาม บานปลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค และเสี่ยงที่จะยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน ทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า ราคาพลังงานโลกที่อยู่ในระดับสูง กอปรกับ การขนส่งและการเดินเรือที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบดังกล่าว จะหนุนให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นและกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 80% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ จากก่อนหน้า ที่ตลาดเคยมองว่า FED มีโอกาสราว 40% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง โดยภาพดังกล่าวได้หนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ขณะเดียวกันได้ กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง สอดคล้องกับการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และช่วยกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นและทรงตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวสูงขึ้น ในกรณีที่ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ หุ้นที่ปรับตัวลงแรงในช่วงนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเทคฯ หนุนให้โดยรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถรีบาวด์ขึ้นบ้าง และโดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.94% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.02%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ดิ่งลงกว่า -3.08% ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนอาจทำให้เศรษฐกิจยุโรปเผชิญแรงกดดันจากทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาดหรือเริ่มมีความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี หุ้นยุโรปบางส่วนที่รายงานผลประกอบการออกมาสดใสและดีกว่าคาดยังพอสามารถปรับตัวสูงขึ้น สวนภาพการปรับตัวลงรุนแรงของตลาดหุ้นยุโรปได้บ้าง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทดสอบโซน 4.10% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดได้มอง FED มีโอกาสราว 50% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับมุมมองใหม่ และประเมิน FED มีโอกาสลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ราว 80% ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.05% นอกจากนี้ ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ในระยะสั้น ยังพอช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงวันศุกร์ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED บ้าง (จาก 50% เป็น 80% ในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ปีนี้) อีกทั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้พอรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.1-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลงรุนแรง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด หนุนให้ ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ (ISM Services PMI) และรายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนกุมภาพันธ์ เช่นกัน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ โดย EIA ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเพิ่มเติมได้ นอกเหนือจากปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางช่วงนี้
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ท่ามกลางความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจเร่งสูงขึ้น หากราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อและอยู่ในระดับสูงได้นาน จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น
ส่วนในฝั่งเอเชีย บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะเป็นรายงานจากฝั่งของทางการจีนและจากทาง RatingDog ซึ่งจะเน้นรายงานข้อมูลจากบรรดาภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดสามารถประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายอมรับว่า แม้เราจะได้ประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงอ่อนค่าลง ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้พอสมควร ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านและเกือบทดสอบโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลง เนื่องจากบรรดาผู้ส่งออกต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ (จึงไม่แปลกที่เงินบาทจะผันผวนอ่อนค่าหนัก ในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทยในวันก่อน) ทว่า แรงกดดันต่อเงินบาทด้านอ่อนค่ายังคงมีอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้น ตราบใดที่ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ ราคาพลังงานโลกเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวที่ระดับสูงได้นาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงทยอยออกมาดีกว่าคาด จะยิ่งทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม หนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อและอาจทดสอบโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง
โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ เราพบว่า จากข้อมูลสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทในอดีตที่ผ่านมา เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ขณะที่ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED) แต่เราขอเน้นย้ำว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจผันผวนและผิดไปจากสถิติในอดีตได้ ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จำเป็นต้องอาศัย การใช้เครื่องมือที่หลากหลายและใช้ประโยชน์จากความผันผวน อย่าง Options
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.50-31.85 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น