ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (12 มี.ค.69) อ่อนค่าลงหนัก ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (12 มี.ค.69) ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.71 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.65-31.99 บาทต่อดอลลาร์) โดยเป็นการอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากช่วงบ่ายวันก่อนหน้า หลังตลาดรับรู้ข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ในบริเวณช่องแคบ Hormuz (หนึ่งในนั้น เป็นเรือขนส่งสินค้าของไทย) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ โดยล่าสุดในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง (ระดับแถวช่วงประธานาธิบดี Donald Trump ระบุว่า การสู้รบในอิหร่านใกล้ถึงจุดจบในเร็ววันนี้) แม้ว่า ทาง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีมติระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ ราว 182 ล้านบาร์เรล) โดยสหรัฐฯ อาจระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ กว่า 172 ล้านบาร์เรล โดยความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดตลาดให้โอกาสเพียง 4% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันราคาทองคำ (XAUUSD) 

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ กอปรกับผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มกังวลต่อสถานการณ์ของ Private Credit มากขึ้น หลังหลายบริษัทจัดการการลงทุนใน Private Credit เผชิญการถอนเงินคืนจากบรรดานักลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะ Oracle +9.2% ที่ล่าสุดรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ดีกว่าคาด ส่วนบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานได้ปรับตัวขึ้นแรง ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.08%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.59% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านได้โจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ในบริเวณช่องแคบ Hormuz อย่างไรก็ดี ความกังวลดังกล่าวได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นแรง อาทิ BP +2.9%, Shell +2.3%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่โซน 4.25% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (จากเดิมยังพอมองโอกาสในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ แต่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจพิจารณาทยอยขายทำกำไรสถานะ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) โดยเฉพาะหากประเมินจากความเสี่ยงที่การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ในช่วงนี้ อาจทำให้ทางการญี่ปุ่น รวมถึงทางการสหรัฐฯ อาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.5 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทว่าภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงสู่โซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ อย่าง ดุลการค้า (Trade Balance) ในเดือนมกราคม เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน บนความผันผวนที่สูงกว่าช่วงปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรืออาจพอกล่าวได้ว่า ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง 

โดยเราขอยอมรับว่า หากประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด และการคำนึงถึงตัวแปรอื่นๆ เช่น ฝั่งผู้นำของสหรัฐฯ อิหร่าน รวมถึงปัจจัยทางการทหาร เรามีความกังวลมากขึ้น ว่า สถานการณ์การสู้รบอาจเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่เราประเมินไว้ใน Base Case ได้ ซึ่งพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบจะเป็นอย่างไร อาจต้องติดตาม 

1. ท่าทีของผู้นำอิหร่าน (Supreme Leader) รวมถึงสถานะของผู้นำ (ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่) เนื่องจากเราประเมินว่า หากมองในมุมมองของมนุษย์ทั่วไป ผลกระทบจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้นำของอิหร่านอาจเหลือแต่เพียงความโกรธแค้น เกลียดชัง ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะเห็นการกลับสู่โต๊ะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านได้ในเร็ววันนี้

2. เป้าหมายของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีความแตกต่างจากเป้าหมายของฝั่งอิสราเอล ทำให้ หากสหรัฐฯ ประเมินว่า ได้บรรลุเป้าหมาย อาจนำไปสู่การประกาศชัยชนะ และลดทอนระดับการโจมตีอิหร่านลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจปูทางไปสู่การเจรจายุติการสู้รบได้ (ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน) ทว่าอาจต้องจับตาท่าทีของอิสราเอล ว่าจะยอมรับการบรรลุเป้าหมายของสหรัฐฯ หรือไม่ 

และ 3. ปฏิบัติการภาคพื้นดินจากพันธมิตรที่เป็นไปได้ของสหรัฐฯ กับอิสราเอล โดยในช่วงที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ อาจมีเป้าหมายในการโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน (Regime Change) ซึ่งต้องอาศัยกำลังภาคพื้นดิน เช่น กลุ่มผู้ประท้วง รวมถึง กองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ดอิหร่าน เป็นต้น 

จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบ ที่เรากังวลว่าใจมากขึ้น ว่า อาจเสี่ยงยืดเยื้อได้นั้น เราจึงขอเน้นย้ำการประเมินของเราใน Scenario ที่เลวร้ายไว้ดังนี้ 

 กรณีที่รุนแรงสุด อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ เกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทรงตัวเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นาน และหากทรงตัวในระดับสูงเกิน 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ รวมกับผลกระทบจากปัญหา Supply Chain Disruption จากการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่หยุดชะงักลงเป็นเวลานาน ทำให้เงินเฟ้อเสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่บรรดาธนาคารกลางหลักมองข้ามไม่ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ เราน่าจะเห็นการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ตลาด price-out FED's rate cut และเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและอาจกดดันราคาทองคำได้ ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มมากขึ้น โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะปีนี้จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 1 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย (สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า เกิน +80%) และอาจทรงตัวในระดับสูงเกิน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้นาน จนถึงสิ้นปีที่อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างสู่ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ (ความเสี่ยงที่อ่อนค่ากว่าคาดมีอยู่พอควร ต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักและธนาคารแห่งประเทศไทย)

ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.40-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.75-32.15 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 12 มี.ค. 2569 เวลา : 10:43:28

12-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 12, 2026, 12:41 pm