ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (16 มี.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (16 มี.ค.69) ที่ระดับ  32.40 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.31 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยมีจังหวะอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 32.15-32.50 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับ การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ (XAUUSD) โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินในช่วงนี้ ยังคงเป็น พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะ Kharg ของอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการขนส่งน้ำมัน (Oil Terminal) ของอิหร่าน โดยกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะต้องอาศัยพื้นที่ดังกล่าว 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ยังคงได้อานิสงส์จากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงขึ้น

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก FED, BOJ, BOE และ ECB

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

* ฝั่งสหรัฐฯ – พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และส่งผลต่อเนื่องมายังมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยในการประชุม FOMC เดือนมีนาคม นี้ เราประเมินว่า FED อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามเดิม เพื่อรอประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า FED อาจมีการปรับคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจบ้าง อาทิ ปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจปี 2026 ลงเล็กน้อย พร้อมกับปรับเพิ่มอัตราการว่างงานเล็กน้อย และปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ PCE (ตามผลกระทบของราคาพลังงาน) ส่วนคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot อาจไม่ได้แตกต่างจาก Dot Plot ในเดือนธันวาคม อย่างมีนัยสำคัญ ทว่า อาจเห็นจำนวนเจ้าหน้าที่ FED มากขึ้น ที่อาจสนับสนุนการคงดอกเบี้ยในปี 2026 ได้ โดย Dot Plot ล่าสุด อาจสอดคล้องกับมุมมองของบรรดาผู้เล่นในตลาดที่มองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมเคยมองไว้ราว 2-3 ครั้ง ในช่วงก่อนเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด

* ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเลือก “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับไปก่อน เพื่อรอประเมินผลกระทบจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ พร้อมกับกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปได้ ทั้งนี้ ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2026 (จากที่เคยมอง ลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในช่วงก่อนเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง) ส่วน ECB อาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (เดิมตลาดมองว่า ECB อาจคงดอกเบี้ยทั้งปี) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดย ZEW ในเดือนมีนาคม ของยูโรโซน และเยอรมนี รวมถึง ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ อาทิ ยอดการจ้างงาน อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง เป็นต้น ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยส่งผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ได้

* ฝั่งเอเชีย – ไฮไลท์สำคัญจะอยูที่ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น จนอาจกดดันเศรษฐกิจฝั่งเอเชียได้พอสมควร โดยบรรดาธนาคารกลางส่วนใหญ่อาจเลือกที่จะ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อรอประเมินสถานการณ์ไปก่อนได้ ทว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 4.10% ส่วนทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้อาจจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ในการประชุมครั้งนี้ ทว่า ทาง BOJ อาจยังคงส่งสัญญาณพร้อมทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ โดยล่าสุดบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ท่าทีของทาง BOJ ในการรับมือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของราคาพลังงานที่อาจยิ่งเร่งให้เงินเฟ้อของญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกดดันเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง) ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เป็นต้น

* ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจเริ่มสะท้อนผลกระทบของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่แม้จะมีการยกเลิกภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) แต่ทางการสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรา 122 ในการขึ้นภาษีนำเข้ากับทุกประเทศในอัตรา 10% (เสี่ยงถูกปรับขึ้นเป็นอัตราสูงสุด 15%) เป็นระยะเวลา 150 วัน พร้อมทั้งเดินหน้าการสืบสวนสอบสวนเพื่อเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าจากมาตรา 232 และ 301 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ และหากประเมินจากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าช่วงปกติมาก สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ภายในช่วง 1 เดือน นี้ อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และที่สำคัญ ต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ พอสมควร ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง และที่สำคัญ ในช่วงนี้ ต้องจับตาท่าทีของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ในการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลักสัปดาห์นี้ โดยมุมมองของบรรดาธนาคารกลางหลัก ต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน นอกจากนี้ ควรจับตาท่าทีของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ หากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงหนัก หลังล่าสุดเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 159 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นระดับที่ทางการญี่ปุ่น ส่งสัญญาณชัดเจน พร้อมเข้าแทรกแซงค่าเงิน จนนำไปสู่การร่วมมือกับฝั่งสหรัฐฯ (NY FED) ในการทำ Rate Check ซึ่งหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็วและแรง  อนึ่ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงนั้น อาจทำให้ ทางการญี่ปุ่นขยับระดับการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่ยอมรับได้บ้าง เช่น จากเดิมแถวโซน 159-160 เยนต่อดอลลาร์ เป็น ต้องเห็นความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เหนือโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ ได้  

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยเราจะประเมินว่า เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ จากความผันผวนสูงในระยะ 1 เดือน และสอดคล้องกับระดับเงินบาทที่เหมาะสมจากปัจจัยพื้นฐาน (Bloomberg THB BEER) ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ 

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการประชุม FOMC ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.90-33.00 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.55 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 มี.ค. 2569 เวลา : 10:23:57

16-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 16, 2026, 12:03 pm