ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (25 มี.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (25 มี.ค.69) ที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.45-32.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างในช่วงแรก ตามการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังคงไม่แน่ใจต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (หรืออาจกล่าวได้ว่า ตลาดไม่มั่นใจว่า ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มเจรจาหยุดยิงกับทางการอิหร่าน) ทำให้บรรยากาศโดยรวมในฝั่งตลาดการเงินอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นสู่โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงเช้าตรู่ (ช่วงราว 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับกระแสข่าวว่า ทางการสหรัฐฯ ได้พยายามเดินหน้าเจรจาหยุดยิงกับทางการอิหร่าน พร้อมยื่นเงื่อนไข 15 ข้อ เพื่อยุติความขัดแย้ง (รายงานข่าวจากสื่อของอิสราเอล และสื่อของสหรัฐฯ อย่าง the New York Times) โดยกระแสข่าวดังกล่าว ได้กลับมากดดันให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงต่อ พร้อมกับการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ขณะที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่แน่ใจต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่าทั้งฝั่งสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับมาเจรจาหยุดยิงกันได้ในเร็ววันนี้ โดยภาพดังกล่าวได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และช่วยให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาทิ Exxon Mobil +2.6% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ Alphabet -3.9% และ Microsoft -2.7% ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.37% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.84%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.43% แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ภาพดังกล่าวได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบและช่วยให้บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นแรง อาทิ BP +3.5%, Shell +2.9% ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลแนวโน้มธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง BOE และ ECB อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.34% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับกระแสข่างทางการสหรัฐฯ เดินหน้าพยายามเจรจาหยุดยิงกับทางฝั่งอิหร่าน ซึ่งทำให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทั้งนี้ เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูงเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากสถานการณ์กลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ตาม เราคงมองว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์โดยรวมเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน โดยมีจังหวะรีบาวด์แข็งค่าขึ้นในช่วงแรก ตามความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก่อนที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเร็วในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับกระแสข่าว ทางการสหรัฐฯ พยายามเจรจาหยุดยิงกับทางฝั่งอิหร่าน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ กระแสข่าวทางการสหรัฐฯ พยายามเดินหน้าเจรจาหยุดยิงกับฝั่งอิหร่าน ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) สามารถรีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor  

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 3-4 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมีนาคม ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ BOE เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดสต็อกน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ นอกเหนือจากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างน้อยในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา กอปรกับ กระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ (แม้เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ได้ทำให้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม จนอาจทำให้ เงินบาทเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways เป็นอย่างน้อย หรือแม้กระทั่งมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยส่วนหนึ่งอาจมาจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด อย่าง การทยอยทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ส่งออกบางส่วนอาจเข้ามาทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม หลังเงินบาทได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นโซนเป้าหมายของผู้ส่งออกบางส่วน นอกจากนี้ หากบรรยากาศในตลาดการเงินเอเชีย ทยอยกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง อาจช่วยลดทอนแรงกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่า ตามแรงขายสินทรัพย์ไทยที่ควรจะชะลอตัวลงเพิ่มเติม สอดคล้องกับทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในระยะสั้นนี้ 

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะมั่นใจต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเรามองว่า อีกตัวแปรสำคัญ คือ ฝั่งอิสราเอล ที่อาจมีเป้าหมายของการสู้รบในครั้งนี้ ต่างจากสหรัฐฯ (เนื่องจากสหรัฐฯ หรือ ประธานาธิบดี Donald Trump มีแรงจูงใจที่ต้องจบความขัดแย้งโดยเร็ว จากประเด็นการเลือกตั้ง Midterm ในปีนี้) โดยฝั่งอิสราเอล อาจยังคงมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่านในปัจจุบัน (Regime Change) หรือ ลดศักยภาพทางการทหาร/เทคโนโลยีของอิหร่านให้ได้มากที่สุด ทำให้การเจรจาสันติภาพ เพื่อหยุดยิง และจบความขัดแย้ง อาจไม่ง่ายนักและต้องใช้เวลาพอสมควร 

ดังนั้น เราจึงขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.70 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 มี.ค. 2569 เวลา : 10:56:21

25-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 25, 2026, 12:57 pm