(279)(469).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (26 มี.ค.69) ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกทั้งยังคงแกว่งตัวในกรอบที่กว้างกว่าช่วงปกติก่อนหน้า สะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงของเงินบาท (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.84 บาทต่อดอลลาร์) โดยการเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงของเงินบาทนั้น สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ สะท้อนจากทั้งการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ในช่วงนี้ ต่างย้ำจุดยืนระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงิน โดย FED อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคงประเมินว่า FED มีโอกาสคงดอกเบี้ยในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง อยู่ที่ราว 18%) ส่วนบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการทยอยย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ถูกกดดันจากทั้ง แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักที่อาจตึงตัวขึ้น เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่ยังมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีโอกาสที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ จากกระแสข่าวความพยายามของทางการสหรัฐฯ ในการเจรจากับฝั่งอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก โดยหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนหลักจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Amazon +2.2%% และ Nvida +2.0% ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.54% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.77%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.42% ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้ จากกระแสข่าวการพยายามเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งของฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งหนุนให้ หุ้นในหลายกลุ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและการเงิน รวมถึง กลุ่ม Healthcare และเทคฯ โดยมีเพียงกลุ่มพลังงานที่เผชิญแรงกดดันบ้าง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 4.34% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าจะพอมีความหวังว่า สถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้ ตามกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งจากฝั่งสหรัฐฯ กอปรกับท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งต่างย้ำจุดยืนระมัดระวังการดำเนินนโยบายการเงิน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง อยู่ราว 18%) ทั้งนี้ เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูงเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากสถานการณ์กลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ตาม เราคงมุมมองเดิม ว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้น สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังเชื่อว่า FED อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรือมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ ตามท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งย้ำจุดยืนระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของเงินดอลลาร์ กอปรกับท่าทีของบรรดาธนาคารกลางหลักที่อาจใช้นโยบายการเงินตึงตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง เข้าใกล้โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ด้วยเช่นกัน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) จะกลับมามีกำลังมากขึ้น สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงของเงินบาททดสอบโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ ตราบใดที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันดิบไม่ได้พุ่งสูงขึ้นรุนแรง เหมือนในช่วงก่อนหน้า โดยเรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก อาจรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติมได้ หลังเงินบาทได้กลับมาอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดฝั่งที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจเลือกทยอยขายทำกำไรสถานะดังกล่าวบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูง ซึ่งทำให้ เงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง นอกจากนี้ เรามองว่า แรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ชะลอลงบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าที่ลดลง และช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้
อย่างไรก็ดี แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.95 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น