(225)(378).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (26 มี.ค.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 45,960.11 จุด ลดลง 469.38 จุด หรือ -1.01%,ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,477.16 จุด ลดลง 114.74 จุด หรือ -1.74% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,408.08 จุด ลดลง 521.75 จุด หรือ -2.38% เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย
ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. โดยดัชนี Nasdaq ได้เข้าสู่ภาวะปรับฐานแล้วในขณะนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าสงครามในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ โดยทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนข้อความหลายฉบับผ่านทางคนกลางในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่อิหร่านไม่มีการเจรจาใด ๆ กับรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกรายหนึ่งของอิหร่านเปิดเผยกับสื่อว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามนั้น “ไม่เป็นธรรมและลำเอียง” แต่ก็ย้ำว่าช่องทางทูตยังไม่สิ้นสุดลง
ด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า อิหร่านต้องทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเตือนว่าการเข้าควบคุมน้ำมันของอิหร่านเป็นทางเลือกหนึ่ง ขณะที่สื่อรายงานว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กำลังวางแผนส่งทหารพลร่มหลายพันนายไปยังอ่าวเปอร์เซียเพื่อให้ปธน.ทรัมป์มีทางเลือกมากขึ้นสำหรับการโจมตีภาคพื้นดิน โดยจะเป็นการสมทบกับหน่วยนาวิกโยธินสองกองร้อยที่กำลังเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าว
นักวิเคราะห์จาก Wells Fargo Investment Institute ให้ความเห็นว่า การใช้วาทกรรมตอบโต้กันไปมาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้น เราไม่รู้เลยว่าทรัมป์กำลังเจรจากับใคร ซึ่งความไม่แน่นอนและสัญญาณที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก
นักวิเคราะห์จาก Chase Investment Counsel กล่าวว่า ความคลุมเครือของสถานการณ์ในตะวันออกกลางถือเป็นสัญญาณลบที่อาจกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอีกจนกว่าสถานการณ์จะชัดเจน ซึ่งอาจฉุดดัชนี S&P 500 เข้าสู่ภาวะปรับฐานเช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ออกรายงานเตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ นักลงทุนกังวลว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ เผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย
โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านซึ่งนักลงทุนมีความหวังว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 3.46% และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 2.74% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.57% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 0.23%
หุ้น Meta Platforms ร่วงลง 7.9% ขณะที่หุ้น Alphabet ดิ่งลงกว่า 3% หลังคณะลูกขุนสหรัฐฯ ในลอสแอนเจลิสมีคำตัดสินให้บริษัท Meta Platforms และ Google ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Alphabet แพ้คดีว่าด้วยการเสพติดโซเชียลมีเดีย หลังจากหญิงสาวคนหนึ่งยื่นฟ้องว่าเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลเพราะติดโซเชียลมีเดียอย่างหนักมาตั้งแต่เด็ก โดยคณะลูกขุนมองว่าทั้งสองบริษัทมีความหละหลวมในการออกแบบและดูแลแพลตฟอร์ม อีกทั้งยังแจ้งเตือนผู้ใช้งานไม่มากพอถึงอันตรายที่อาจเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดีย
หุ้นบริษัทเหมืองทองคำร่วงลงหลังจากราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก โดยหุ้น Sibanye Stillwater และหุ้น Harmony Gold ต่างก็ร่วงลงกว่า 4%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 5,000 ราย สู่ระดับ 210,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ข่าวเด่น