(225)(385).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์ปิดเมื่อคืน (8 เม.ย.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 47,909.92 จุด เพิ่มขึ้น 1,325.46 จุด หรือ +2.85%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,782.81 จุด เพิ่มขึ้น 165.96 จุด หรือ +2.51% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,634.99 จุด เพิ่มขึ้น 617.14 จุด, +2.80% หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการซื้อขายในตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีพุ่งขึ้นตั้งแต่เปิดตลาด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพียงไม่นานก่อนถึงเส้นตายที่เขากำหนดให้เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่หากไม่มีการบรรลุข้อตกลง
ปธน.ทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีปากีสถานเป็นคนกลางนี้ มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับอิหร่าน และจะหารือกับอิหร่านเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ได้ประกาศยอมรับคำขอของปากีสถานที่ต้องการให้อิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยจะสามารถกระทำได้ผ่านการประสานงานกับกองทัพอิหร่าน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก อาจเปิดทำการอีกครั้งในวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์ก่อนการเจรจาสันติภาพ หากทั้งสองประเทศตกลงกันได้ในกรอบการทำงานสำหรับการหยุดยิง
มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ยืนยันว่า อิหร่านจะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ในวันที่ 10 เม.ย. โดยนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถานได้เชิญคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านมายังกรุงอิสลามาบัดในวันดังกล่าวเพื่อทำการเจรจา ซึ่งตัวแทนจากฝั่งสหรัฐฯ ได้แก่ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของปธน.ทรัมป์ และจาเรต คุชเนอร์ บุตรเขยของปธน.ทรัมป์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และเป็นปัจจัยหนุนดัชนี S&P500 พุ่งขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day moving average) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนมี.ค. ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 2568
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วงลง 18.39% แตะระดับ 21.04 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เปิดฉากขึ้นในวันที่ 28 ก.พ.
ส่วนราคาน้ำมัน WTI ร่วงลง 16.4% ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ ดิ่งลง 13.3% และต่างก็ปิดที่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานและปัญหาเงินเฟ้อ
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น 3.75% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารพุ่งขึ้น 3.44% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 3.6% โดยปรับตัวลงตามทิศทางราคาน้ำมัน
หุ้นกลุ่มที่เคยได้รับผลกระทบอย่างหนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นนั้น ดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินพาณิชย์พุ่งขึ้น 5.7% ส่วนหุ้นธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการพุ่งขึ้น 5.2% และหุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้านพุ่งขึ้น 4.9%
หุ้นสายการบิน Delta Air Lines พุ่งขึ้น 3.8% แม้บริษัทเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์กำไรไตรมาส 2 ที่น่าผิดหวัง และปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์กำไรรายปี เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน
ส่วนหุ้นสายการบินรายอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้น Southwest Airlines พุ่งขึ้น 6.7% และหุ้น United Airlines ทะยานขึ้น 7.9% ขณะที่หุ้นบริษัทเรือสำราญดีดตัวขึ้นด้วย โดยหุ้น Carnival พุ่งขึ้น 11.2% และหุ้น Norwegian Cruise Line พุ่งขึ้น 7.6%
หุ้น Levi Strauss ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายเสื้อผ้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ทะยานขึ้น 10.7% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรรายปี
ข่าวเด่น