(225)(386).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (9 เม.ย.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 48,185.80 จุด เพิ่มขึ้น 275.88 จุด หรือ +0.58%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,824.66 จุด เพิ่มขึ้น 41.85 จุด หรือ +0.62% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,822.42 จุด เพิ่มขึ้น 187.42 จุด หรือ +0.83% โดยได้แรงหนุนจากรายงานการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานถึง 6 สัปดาห์ รวมทั้งข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปรับตัวขึ้น หลังจากมีรายงานว่าการเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีอิสราเอลเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพกับเลบานอน โดยการเจรจาจะมุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และการสร้างความสัมพันธ์อย่างสันติระหว่างอิสราเอลและเลบานอน
นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีขึ้นในวันเสาร์นี้ (11 เม.ย.) ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดยคณะเจรจาของสหรัฐฯ ประกอบด้วย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี, สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของปธน.ทรัมป์ ส่วนคณะเจรจาของอิหร่านประกอบด้วย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตลาดได้รับแรงกดดันอย่างหนัก จากการที่อิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและขู่ว่าจะถอนตัวจากข้อตกลงนี้ โดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวว่า ข้อเสนอหยุดยิง 10 ข้อของอิหร่านได้ถูกละเมิดไปแล้ว 3 ข้อ โดยการละเมิดเหล่านั้นประกอบด้วย การที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง การที่มีโดรนรุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของอิหร่าน และการปฏิเสธสิทธิของอิหร่านในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงแรก ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงมาปิดต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีอิสราเอลเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพกับเลบานอน
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ลดลง 7.37% แตะที่ระดับ 19.49 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เปิดฉากขึ้น
หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่งขึ้น 2.46% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 1.04% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.16% และหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ขยับลง 0.2%
หุ้น Amazon พุ่งขึ้น 5.6% และเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยดีดตัวขึ้นด้วย หลังจากแอนดี แจสซี ซีอีโอของ Amazon.com กล่าวว่า การบริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งของบริษัทกำลังสร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์
หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ร่วงลง 2.2% สวนทางกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกพุ่งขึ้น 4.1% และหุ้นกลุ่มชิปปรับตัวขึ้น 2.1%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วน (PCE) ปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.8% ในเดือนม.ค.
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 โดยระบุว่า GDP ขยายตัวเพียง 0.5% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และ 2 ที่ระดับ 1.4% และ 0.7% ตามลำดับ
ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 16,000 ราย สู่ระดับ 219,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 210,000 ราย
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน
ข่าวเด่น