(279)(487).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (27 เม.ย.69) ที่ระดับ 32.42 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.32-32.45 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบที่ 2 ซึ่งประเด็นดังกล่าว ได้หนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และกดดันทั้ง ราคาทองคำ (XAUUSD) รวมถึงเงินบาท ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะรับรู้ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก และรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา สถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก และ กนง. ของไทย พร้อมติดตาม รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
* ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ FED (FOMC) โดยเรามองว่า FED อาจเลือก “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50%-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก ทำให้ บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ เลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเปิดกว้างแนวทางในการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ใอนาตให้เหมาะสม อนึ่ง บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสเพียง 38% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ แต่มีโอกาสราว 97% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2027 สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อยู่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
* ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจมีมติ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% (Deposit Facility Rate) ตามลำดับ แม้เงินเฟ้อฝั่งยุโรปมีแนวโน้มเร่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่าเศรษฐกิจฝั่งยุโรปจะเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ซึ่งจะต่างจะช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2022 โดยเฉพาะในส่วนแรงหนุนเงินเฟ้อที่มาจากทั้งปัจจัยด้านอุปทาและอุปสงค์ ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเร่งเงินเฟ้อฝั่งยุโรปผ่านปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB ช่วงหลังการประชุมอย่างใกล้ชิด
* ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรามองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้รอบด้าน อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า BOJ ยังมีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% ที่เรามองเป็น Neutral Rate ของ BOJ ได้ภายในปี 2027 ขณะที่บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ในปี 2027 พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมีนาคม รวมถึง รอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) ของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
* ฝั่งไทย – เราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติเป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” นโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจสะท้อนผ่าน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่อาจปรับตัวลดลงในช่วงเดือนมีนาคม อนึ่ง สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติเกือบ 1 แสนล้านบาท สูงจากช่วงปีก่อนหน้าราว 90% และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควรราว 1%-4% ตามงานวิจัยผลกระทบของโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลต่อค่าเงิน
สำหรับแนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยังออกมาดีกว่าคาด หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ในลักษณะ Sideways Up หรืออย่างน้อยผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่จะเริ่มมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 4-5 หมื่นล้านบาท (ราว 39% ของยอดจ่ายเงินปันผลในไตรมาสที่ 2) อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และ 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์)
ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้พลิกกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ และผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ว่าจะแตกต่างจากความคาดหวังของตลาดเพียงใด
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-33.00 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.55 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น