ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (28 เม.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์


 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (28 เม.ย.69) ที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.31 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.28-32.40 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านรอบที่ 2 รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากฝั่งยุโรปและสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก (BOJ, FED, BOE และ ECB ตามลำดับ) และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ นอกเหนือจากรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 

แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ธีม AI/Semiconductor ได้ช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ บ้าง ผ่านการปรับตัวขึ้นของ Nvidia +4.0%, Alphabet +1.7% อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการและผลการประชุม FED ที่จะถึงนี้ ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.12% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.20% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง -0.30% กดดันโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยุโรปในช่วงนี้ที่ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาผสมผสาน ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาด เช่นฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองเพื่อรอลุ้น ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรปได้ เนื่องจากล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคงประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.34% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ สอดคล้องกับข้อมูลโฟลว์ธุรกรรมซื้อบอนด์ส่วนใหญ่จากบรรดานักลงทุนสถานบันจากบทวิเคราะห์ต่างๆ เรายังคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาดและโดดเด่นกว่าบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยังคงช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรามองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้รอบด้าน ทว่า BOJ จะยังคงส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้ผลการประชุม BOJ ครั้งนี้ ยังคงมีลักษณะ Hawkish Hold สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ BOJ มีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ เพิ่มเติม ในช่วงการแถลงต่อสื่อ (Press Conference) ของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงบ่าย ราว 13.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (CB Consumer Confidence) ในเดือนเมษายน ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึง รายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ   

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ 

โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของเงินดอลลาร์ (และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) ขณะที่ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท โดยเรายังคงประเมินว่า ในกรณีที่ สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น (เราประเมินว่า โอกาสเกิดกรณีเลวร้ายยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเชื่อว่า ทางการสหรัฐฯ ยังคงต้องการเดินหน้าเจรจาเป็นหลัก) เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเจรจาหยุดยิง) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติ อย่างช่วงปลายเดือนเมษายน) ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออก รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) โดยเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านตั้งแต่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ 

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเรามองว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันต่อทางการอิหร่านให้กลับมาเดินหน้าการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เนื่องจากการปิดล้อมดังกล่าว อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่ออุตสาหกรรมพลังงานของอิหร่าน ในกรณีที่ อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เพิ่มเติมและไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการจัดเก็บน้ำมัน (เนื่องจากความต้องการในประเทศจะไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำมันส่วนเกินได้) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการรักษากำลังการผลิตจากแหล่งขุดเจาะ และหากเกิดปัญหาขึ้น ทางการอิหร่านอาจขาดรายได้จากอุตสาหกรรมพลังงานอย่างมีนัยสำคัญได้ ซึ่งอาจได้เวลานานกว่าที่จะฟื้นกำลังการผลิตให้กลับมาได้ตามปกติ ในกรณีที่ เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้ และที่สำคัญ เรามองว่า ฝั่งผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB ได้ทยอยลดสถานะลงมาบ้างแล้ว อย่างน้อย 50% จากช่วงเงินบาทอ่อนค่าแถวโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง รับความคาดหวังการเจรจาหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน ทำให้ หากตลาดกลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เงินบาทอาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นระดับ 70 สตางค์ต่อดอลลาร์ ภายในวันเดียว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้ 

อนึ่ง ควรระวังความผันผวนในตลาดช่วงที่ผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง BOJ ในวันนี้ ที่อาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.55 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 28 เม.ย. 2569 เวลา : 10:26:57

28-04-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 28, 2026, 12:04 pm